posttoday
จีนเสี่ยงชะลอตัวเรื้อรัง ธุรกิจหยุดโตอ่วมต้นทุนหนี้

จีนเสี่ยงชะลอตัวเรื้อรัง ธุรกิจหยุดโตอ่วมต้นทุนหนี้

25 เมษายน 2559

ปริมาณหนี้ทั้งหมดของจีนที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 237% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ปริมาณหนี้ทั้งหมดของจีนที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 237% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ในไตรมาสแรกของปี 2016 ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาอันสั้น เมื่อเทียบกับระดับ 148% ของจีดีพี เมื่อปลายปี 2007 เพิ่มความเสี่ยงทางการเงินและทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะทำให้ภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจยืดยาวออกไปอีก

ไฟแนนเชียลไทมส์ เปิดเผยว่า หนี้ของจีนอยู่ในระดับที่สูงมาก เมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ซึ่งโดยรวมมีระดับหนี้ที่ 175% ต่อจีดีพี เมื่อไตรมาส 3 ของปี 2015 โดยเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนักผ่านการกระตุ้นภาคสินเชื่อ ทำให้จีนมีมูลค่าหนี้ทั้งหมดทั้งการกู้ยืมต่างชาติและในประเทศถึง 163 ล้านล้านหยวน (ราว 879.79 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นเดือน มี.ค.

ฮา ไจหมิง หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านการลงทุนของโกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐ กล่าวว่า ประเทศใหญ่ทุกประเทศที่มีหนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่างก็ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเงินหรือไม่ก็ภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่กินเวลายาวนาน

ไจหมิง ยังระบุว่า เป็นเรื่องยากสำหรับเศรษฐกิจที่จะปรับใช้เงินทุนก้อนใหญ่จากหนี้ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพได้ในช่วงเวลาอันสั้น ซึ่งทำให้หลายโครงการที่มาจากการก่อสินเชื่อไม่อาจทำกำไรได้ในช่วงเวลาที่จำกัด ซึ่งผลตอบแทนที่ต่ำก็ทำให้สินเชื่อยิ่งเสี่ยงมากขึ้น

ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายมองว่า ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) อาจจะสามารถบังคับใช้นโยบายและปกป้องเศรษฐกิจจากวิกฤตทางการเงินได้ผ่านการอัดฉีดเงินมหาศาลเข้าสู่ภาคธนาคาร เพื่อให้ยังคงสภาพคล่อง แต่ด้วยความเสี่ยงที่มาจากหนี้จำนวนมากนี้จะทำให้จีนเผชิญกับภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ลากยาวเป็น 10 ปี เช่นเดียวกับที่ “ญี่ปุ่น” เคยเผชิญมาก่อน 

ไมเคิล เพททิส ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ระบุว่า ปริมาณหนี้ที่เพิ่มขึ้นในระบบทำให้เกิดต้นทุนของภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้นกับผู้กู้และจะนำไปสู่การเติบโตที่ลดลงเป็นช่วงเวลานานก่อนที่จะมีการผิดนัดชำระหนี้จริง

“ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือญี่ปุ่นหลังปี 1990 ที่มีปริมาณหนี้จากในประเทศมากเกินไป และนำไปสู่การหยุดชะงักการเติบโตทางเศรษฐกิจ” เพททิส กล่าว

ทั้งนี้ ต้นทุนของภาระทางการเงินดังกล่าวครอบคลุมถึงความผันผวนในตลาดแรงงาน เนื่องจากลูกจ้างมักจะย้ายไปทำงานในบริษัทที่มีสภาวะทางการเงินมั่นคงกว่า นอกจากนี้ยังมีต้นทุนจากการจ่ายเงินชดเชยความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ ความต้องการสภาพคล่องของบรรดาผู้จัดหาวัตถุดิบที่ต้องการเร่งรัดการชำระเงิน รวมทั้งจำนวนผู้บริโภคที่ลดลงเพราะขาดความเชื่อมั่นในธุรกิจ

นอกจากนี้ หนี้มหาศาลของจีนยังอาจนำไปสู่ปัญหาความย่ำแย่ของงบดุล ซึ่งเป็นภาวะเศรษฐกิจชะงักงันในญี่ปุ่นเมื่อปี 1990-2000 เนื่องจากหนี้ภาคธุรกิจที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงมาก ทำให้บรรดาธุรกิจต่างมุ่งจ่ายหนี้คืนเพื่อลดต้นทุน และทำให้การใช้นโยบายกระตุ้นทางการเงินไม่เป็นผลอีกต่อไป แม้ว่าธนาคารกลางจะลดอัตราดอกเบี้ยลงอยู่ในระดับที่ต่ำสุด

ชาร์ลีน ชู หุ้นส่วนอาวุโสของศูนย์วิจัยออโตโนมัส รีเสิร์ช เอเชีย ระบุว่า หากความเสียหายของหนี้สินเหล่านี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นกับงบดุลของสถาบันการเงิน ก็ยังไม่น่าจะเกิดเป็นวิกฤตทางการเงินได้ แต่ความเสียหายจากหนี้เหล่านี้จะทำให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งก็เป็นสิ่งที่จีนเผชิญอยู่แล้วในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ความเห็นดังกล่าวนับว่าขัดแย้งกับนักเศรษฐศาสตร์และนักการเงินหลายคน ซึ่งรวมถึง จอร์จ โซรอส ที่ออกมาระบุก่อนหน้านี้ว่าปริมาณหนี้ที่มากเกินไปจะนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเงินในรูปแบบเดียวกับที่สหรัฐเผชิญเมื่อปี 2008 ซึ่งเป็นผลมาจากภาคธนาคารไม่สามารถดำเนินการในตลาดสินเชื่อ

ขณะเดียวกัน เฉิน ยู่หลู รองผู้ว่าการพีบีโอซี ระบุว่า สถาบันการเงินหลายแห่งกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสินเชื่อ โดยมีปัจจัยหลายอย่างกระทบต่อเสถียรภาพในตลาดสินเชื่อ โดยเฉพาะแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจช่วงขาลง ซึ่งพีบีโอซีพยายามหาทางพัฒนากรอบนโยบายการเงิน เพื่อปิดช่องโหว่ด้านการตรวจสอบ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI