posttoday
การประกันสังคมและ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

การประกันสังคมและ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

21 เมษายน 2559

วันที่ 13 เม.ย. ซึ่งถือเป็นวันผู้สูงอายุในประเทศไทย ทำให้นึกถึงการเปิดเผยรายงานจากหลายๆ

โดย...เบญจมาศ กุลกัตติมาส

วันที่ 13 เม.ย. ซึ่งถือเป็นวันผู้สูงอายุในประเทศไทย ทำให้นึกถึงการเปิดเผยรายงานจากหลายๆ หน่วยงานทั้งในและนอกประเทศในเรื่องของการที่ประชาคมโลกกำลังก้าวสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ มีการคาดการณ์ว่าอีกไม่นานนับจากนี้ทั่วโลกจะมีคนอายุเกิน 65 ปี ถึง 600 ล้านคน

ในเรื่องนี้ประเทศไทยก็มีการตื่นตัวอยู่พอสมควร มีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะขาดแคลนแรงงาน รวมถึงการพิจารณาที่จะให้มีการกำหนดข้อกฎหมายสำหรับการจ้างงานพนักงานที่เกษียณแล้ว

ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่มีกฎหมายที่กำหนดอายุการทำงานไว้เป็นการเฉพาะ แต่โดยทั่วไปก็จะใช้ 60 ปีเป็นเกณฑ์ บางบริษัทก็ใช้ 55 ปีเป็นเกณฑ์ ซึ่งคนในโลกปัจจุบันวัย 55 ปี ยังมีสุขภาพที่แข็งแรง และทำงานได้สบาย หน่วยงานราชการต่างๆ เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อศึกษาแนวทางการขยายโอกาสด้านอาชีพ และการทำงานสำหรับผู้สูงอายุโดยศึกษาวิธีการจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ เพื่อขยายอายุเกษียณราชการตามความสมัครใจ โดยจะทำการร่างแผนการดำเนินงานเพื่อรองรับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจ้างงานผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ ได้มีหน่วยงานที่ออกมาเสนอแนะว่าอาจใช้มาตรการทางภาษีมาส่งเสริมในเรื่องนี้เพิ่มเติม ในปัจจุบันประมวลรัษฎากรของไทยก็มีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้สูงอายุในการยกเว้นรายได้อันเนื่องมาจากอายุของผู้มีเงินได้ กล่าวคือถ้าผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย (อยู่ในประเทศไทย 180 วัน หรือมากกว่าในปีภาษี) และมีอายุไม่ต่ำกว่า 65 ปีบริบูรณ์ในปีภาษี รายได้เฉพาะส่วนที่ไม่เกินหนึ่งแสนเก้าหมื่นบาทจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ในกรณีนี้เป็นกรณีพิเศษสำหรับผู้สูงอายุที่มีเงินได้โดยเฉพาะเลย

อย่างไรก็ดี ก็ยังมีเรื่องภาษีอื่นๆ อีกเช่น ยกเว้นภาษีเงินได้ที่เป็นเงินหรือผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหากผู้มีเงินได้ได้รับเงินดังกล่าวจากกองทุน เนื่องจากออกจากงานเมื่อมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์

สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในประเทศไทย เป็นเรื่องของการสมัครใจทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ในประเทศไทยนายจ้างมักจะจัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่พนักงานเพื่อเป็นการจูงใจให้ลูกจ้างทำงานให้กับกิจการ อย่างไรก็ดีหากลูกจ้างไม่ประสงค์จะเข้าร่วมกับกองทุนก็สามารถเลือกได้ หรือจะออกจากกองทุนเมื่อไรก็ได้โดยเป็นไปตามข้อบังคับของกองทุน

ทั้งนี้ ในกลุ่มสมาชิกอาเซียนประเทศส่วนใหญ่ จะมีระบบประกันสังคมที่นายจ้าง และลูกจ้างต้องร่วมกันจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน จะมีพิเศษก็เฉพาะกัมพูชาที่มีกองทุนที่เรียกว่า National Social Security Fund (NSSF) ที่ให้นายจ้างเท่านั้นที่จ่ายเงินเข้ากองทุนประเทศที่ไม่มีระบบประกันสังคมก็คือ สิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย เนื่องจากสามประเทศนี้มีการใช้ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับคือ มีการกำหนดให้ลูกจ้างและนายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จัดการโดยรัฐ ซึ่งเป็นกองทุนภาคบังคับ

ต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในประเทศไทย ซึ่งใช้ระบบความสมัครใจของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ในบรูไนมี TAP (Tabung Amanah Perkerja) กับ SCP (Supplemental Contributory Pension Scheme) ขณะที่มาเลเซียเรียกว่า EPF (Employee’s Provident Fund) และในสิงคโปร์เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ CPS (Central Provident Fund) ซึ่งกองทุนที่จัดการโดยรัฐเหล่านี้จะบังคับกับบุคคลที่เป็นคนสัญชาติหรือมีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศนั้นๆ

ดังนั้น หากมีการเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศเหล่านี้ บางครั้งจะต้องนำเรื่องนี้เข้ามาประกอบการพิจารณาด้วยเพราะแม้บุคคลจะย้ายถิ่นฐานมาทำงานในประเทศอื่นๆ แต่ก็ยังอาจจำเป็นต้องคงสภาพการเป็นสมาชิกของกองทุนดังกล่าวต่อไป

เนื่องจากสุดท้ายแล้วบุคคลเหล่านี้ก็จะกลับประเทศของตนซึ่งชีวิตในบั้นปลายก็จะเป็นภาระของประเทศดังกล่าว นายจ้างแม้ไม่ได้อยู่ในประเทศนั้นๆ ก็อาจจะต้องรับภาระในส่วนนี้ให้ ซึ่งก็จะเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในการจ้างแรงงานในประเทศไทย 

ปกติการที่นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย เงินสมทบดังกล่าวจะถือเป็นเงินได้พนักงานเมื่อมีการจ่ายเงินออกจากกองทุนให้แก่พนักงานในภายหลัง

แต่ถ้าเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศอื่นแล้วจะเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีของพนักงานทันทีที่นายจ้างจ่ายสมทบ  เนื่องจากไม่ใช่เงินสมทบตามกฎหมายไทย แต่เปรียบเสมือนเป็นการชดเชยค่าใช้จ่ายให้พนักงานซึ่งถือเป็นเงินได้ชนิดหนึ่ง

ดังนั้น หากกิจการจะมีการจ้างแรงงานจากประเทศที่มีกองทุนในลักษณะดังกล่าวและต้องจ่ายเงินได้เช่นว่าเพื่อเป็นการจูงใจให้พนักงานเหล่านั้นสนใจเข้ามาทำงานในประเทศไทยแล้วควรจะต้องดูเรื่องภาระภาษีที่ตามมาด้วย

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI