
โออีซีดีส่ายหัวเหล็กล้นตลาด จีนเดินหน้ากำจัดผลิตส่วนเกิน
"โออีซีดี" ล้มเหลวที่จะได้ข้อตกลงในการจัดการกับปริมาณเหล็กล้นตลาดที่กดดันราคาและผู้ผลิตเหล็ก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ล้มเหลวที่จะได้ข้อตกลงในการจัดการกับปริมาณเหล็กล้นตลาดที่กดดันราคาและผู้ผลิตเหล็ก โดยหลายประเทศเรียกร้องให้จีนซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวการทำให้เหล็กล้นตลาด จัดการกับการผลิตเกินระหว่างการประชุมเพื่อหารือมาตรการวิกฤตเหล็กล้นตลาด ของเจ้าหน้าที่และรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์มากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก
ในการประชุมดังกล่าว เพนนี พริทซเกอร์ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ ระบุในแถลงการณ์ว่า ถ้าหากจีนไม่เริ่มดำเนินการให้เป็นรูปธรรมและมีกรอบเวลามากขึ้น เพื่อลดการผลิตที่เกินความต้องการในอุตสาหกรรมเหล็ก รัฐบาลประเทศอื่นๆ รวมทั้งสหรัฐ ก็จำเป็นจะต้องใช้มาตรการทางการค้าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและแรงงานในประเทศ
ทั้งนี้ ข้อมูลของโออีซีดี เปิดเผยว่า กำลังการผลิตเหล็กทั่วโลกอยู่ที่ 2,370 ล้านตัน ในปี 2015 ซึ่งแม้จะเป็นระดับการผลิตที่ลดลงมาจากปีก่อนหน้า แต่ปริมาณการใช้เหล็กในปี 2015 ปรับตัวลดลงอยู่ที่ 67.5% จากทั้งหมด เมื่อเทียบกับระดับการใช้เหล็กในปี 2014 ที่ 70.9% ทำให้ปริมาณเหล็กยังคงล้นตลาด
ขณะเดียวกัน อังกฤษก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากแรงกดดันเหล็กล้นตลาดเช่นกัน โดยผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดอย่าง ทาทาสตีล เพิ่งจะประกาศถอนตัวออกจากอังกฤษ ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานราว 1.5 หมื่นอัตรา ขณะที่คนงานในภาคการผลิตเหล็กของเยอรมนีกว่า 4 หมื่นคน ได้ออกมาประท้วงต่อต้านการทุ่มตลาดของผู้ผลิตเหล็กจากจีน เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ เซซีเลีย มาล์มสตรอม กรรมการการค้าของสหภาพยุโรป (อียู) ยืนกรานว่าจีนควรยกเลิกการเข้าอุ้มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ไม่มีประสิทธิภาพ แม้จะเป็นธุรกิจที่อยู่ใต้การควบคุมของรัฐ รวมทั้งควรจะใช้มาตรการบังคับเดียวกันทั้งกับรัฐวิสาหกิจและเอกชน
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวซินหัวของจีน ออกมาโต้แย้งการกล่าวหาว่าจีนเป็นต้นเหตุให้เกิดภาวะเหล็กล้นตลาดว่า เป็นข้อกล่าวหามักง่ายของประเทศที่ต้องการใช้นโยบายปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ และระบุว่าจีนได้ลดกำลังการผลิตลงมาแล้ว
นอกจากนี้ จางจี ผู้ช่วยรัฐมนตรีพาณิชย์ของจีนก็ได้ตอบโต้ว่า รัฐบาลไม่ได้อุดหนุนผู้ส่งออกเหล็กของจีน รวมถึงทางการได้ลดกำลังผลิตเหล็กมาอย่างต่อเนื่อง โดยลดการผลิตลงแล้ว 90 ล้านตัน และเตรียมลดอีกกว่า 100-150 ล้านตัน ขณะที่ในไตรมาสที่ผ่านมาการผลิตจีนลดลง 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และก่อนหน้านี้จีนได้ร่วมตกลงกับสหรัฐในการเลิกเข้าอุ้มผู้ส่งออกในบางอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมเหล็ก
อย่างไรก็ตาม ยังมีคำวิพากษ์วิจารณ์จีนว่ากำลังการผลิตจีนยังคงมากถึง 1,000 ล้านตัน ซึ่งเกินความต้องการอยู่มาก
ไม่เฉพาะแค่ผู้ค้ารายใหญ่อย่างจีนเท่านั้น ความตึงเครียดยังเกิดขึ้นระหว่างผู้ผลิตเหล็กอื่นๆ ในการประชุมขององค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) เมื่อไม่นานมานี้ โดยญี่ปุ่นโจมตีการใช้มาตรการราคาขั้นต่ำสำหรับการนำเข้าเหล็กของอินเดีย เช่นเดียวกับเกาหลีที่เผชิญปัญหาการส่งออกเหล็กในราคาถูกกว่าที่ขายในประเทศ
ธุรกิจจีนชะลอออกหุ้นกู้
ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์ส เปิดเผยข้อมูลจากสำนักงานเคลียริ่งเฮาส์รายใหญ่ในจีน 2 แห่ง พบว่าบรรดาธุรกิจในจีนราว 70 แห่ง ยกเลิกหรือเลื่อนการออกหุ้นกู้ในเดือน เม.ย. ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมอย่างน้อย 6.88 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.71 แสนล้านบาท) ท่ามกลางกระแสความกังวลความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของจีน โดยในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และเหมือง
ทั้งนี้ จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่รัฐบาลจีนก็ผลักดันโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างหนัก ทำให้บรรดาธุรกิจในอุตสาหกรรมดั้งเดิมของจีนเหล่านี้ต่างประสบความยากลำบากในการชำระหนี้คืน ซึ่งทำให้จำนวนธุรกิจจีนผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนหันหนีจากภาคธุรกิจนี้ และเป็นปัจจัยหลักให้ธุรกิจตัดสินใจลดและชะลอการก่อหนี้ผ่านการออกหุ้นกู้ดังกล่าว
นอกจากนี้ จิวจิงฮวง ผู้จัดการการเงินของกองทุนเฟิร์ส สเตท ซินดา ในจีน ระบุว่า ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทในจีนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ยังก่อความเสี่ยงมากขึ้นต่อเศรษฐกิจของจีน ซึ่งพึ่งพาอยู่กับสินเชื่อราคาถูก ขณะที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า แม้บริษัทจีนจะยกเลิกออกหุ้นกู้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นักลงทุนหันกลับเข้าลงทุนในจีน เพราะต่างกำลังประเมินความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ และนโยบายการเงินของธนาคารกลาง
โจวเหา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของคอมเมิร์ซแบงก์ ในสิงคโปร์ ระบุว่า จำนวนการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นทั้งจากรัฐวิสาหกิจและเอกชน ซึ่งสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ก็ดูเหมือนจะใช้มาตรการกระตุ้นน้อยลงเพื่อประเมินแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดพันธบัตรและหุ้นกู้
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา พีบีโอซีอัดฉีดเงินทุนอีก 9 หมื่นล้านหยวน (ราว 4.85 แสนล้านบาท) เข้าตลาดผ่านข้อตกลงซื้อคืน 7 วัน ซึ่งอัตราสูงที่สุดในรอบ 2 สัปดาห์ เพื่อตอบสนองความต้องการเงินสดที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ทำให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อระยะกลางได้เพิ่มมากขึ้น 4.48 แสนล้านหยวน (ราว 2.41 ล้านล้านบาท)







