
"ฮีตเวฟ" ถล่มเอเชีย มาเลย์แห่ปิดโรงเรียน 250 แห่ง
ภาวะคลื่นความร้อน หรือฮีตเวฟ ในปี 2016 ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น มาเลเซียประกาศปิดโรงเรียนชั่วคราวกว่า 259 แห่ง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ภาวะคลื่นความร้อน หรือฮีตเวฟ ในปี 2016 ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยอุณหภูมิเฉลี่ยในรัฐโอริสสา ตอนกลางของอินเดีย พุ่งแตะ 44.1 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่ร้อนที่สุดในรอบ 6 ปี ในขณะที่บางรัฐอุณหภูมิทะลุ 42 องศาเซลเซียส เช่นเดียวกับรัฐมหาราษฏระที่อุณหภูมิแตะ 43.6 องศาเซลเซียส
เอส ซี ซาฮู ผู้อำนวยการกรมอุตุนิยมวิทยา (ไอเอ็มดี) ของอินเดีย ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ผลกระทบจากฮีตเวฟจะส่งผลให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างน้อย 2 วัน พร้อมแนะประชาชนอยู่ในที่ร่มจนกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน โดยเฉพาะระหว่างเวลา 12.00-16.00 น.
ทั้งนี้ อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนในรัฐเตลังคานาและรัฐอานธรประเทศของอินเดียเริ่มเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 111 คน ภายในสัปดาห์เดียว เนื่องจากเป็นลมแดด โดยในปีก่อนหน้ามีประชาชนเสียชีวิตจากฮีตเวฟราว 2,000 คน
ด้านสถานีโทรทัศน์ ดอร์ดาร์ชาน ของอินเดีย รายงานอ้างคำแนะนำของไอเอ็มดี ระบุว่า รัฐบาลอินเดียได้เตรียมแผนการป้องกันอันตรายจากฮีตเวฟ โดยในบางรัฐ หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจัดเตรียมน้ำดื่มไว้ในที่สาธารณะเพื่อดับร้อน
นอกจากอินเดียจะเผชิญกับฮีตเวฟที่รุนแรงที่สุดในรอบ 6 ปีแล้ว ด้านมาเลเซียก็เผชิญกับฮีตเวฟครั้งรุนแรงเช่นกัน โดยอุณหภูมิเฉลี่ยในรัฐปะหังและรัฐปะลิส แตะ 37 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 3 วัน
ล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการของมาเลเซียประกาศปิดโรงเรียนชั่วคราวเป็นเวลา 2 วัน ใน 2 รัฐข้างต้นกว่า 259 แห่ง เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา 68 แห่ง และระดับประถมศึกษา 191 แห่ง ซึ่งมีนักเรียนรวมกันจำนวน 9.75 หมื่นคน
แถลงการณ์ของกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า การงดการเรียนการสอนชั่วคราวเป็นเพียงมาตรการป้องกันขั้นต้นเท่านั้น โดยนักเรียนได้รับการยกเว้นให้ขาดเรียนและจะไม่มีการเรียนชดเชย ส่วนบุคลากรของโรงเรียนยังคงต้องมาทำงานตามหน้าที่ต่อไป แม้จะไม่มีการเรียนการสอนก็ตาม
เช กายาห์ อิสมาอิล ผู้อำนวยการกรมอุตุนิยมวิทยาของมาเลเซีย ระบุว่า อุณหภูมิที่ร้อนรุนแรงจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นเดือน พ.ค. พร้อมแนะให้ประชาชนหมั่นอาบน้ำเพื่อลดอุณหภูมิในร่างกาย
เช กายาห์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้มาเลเซียเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุม ซึ่งจะก่อให้เกิดพายุและลมกระโชกแรงในช่วงกลางวัน โดยเฉพาะชายฝั่งตะวันตกของประเทศ และช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย. จะเผชิญกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจะส่งผลให้อากาศร้อนแห้งแล้ง และเป็นช่วงที่มักจะเกิดไฟป่าในอินโดนีเซีย
ก่อนหน้านี้ สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ เปิดเผยว่า อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ อาจคร่าชีวิตพลเมืองสหรัฐถึง 1.1 หมื่นคน ในช่วงฤดูร้อนของปี 2030 และอาจพุ่งเป็น 2.7 หมื่นคน ในปี 2100 อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อระดับก๊าซโอโซนและไฟป่า ซึ่งนำไปสู่โรคระบบทางเดินหายใจ โรคติดต่อจากยุง เห็บ เช่น โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเวสต์ไนล์ และโรคผิวหนัง ลายม์ รวมถึงปัญหาอุทกภัยและน้ำปนเปื้อน
สอดคล้องกับรายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติ (ยูเอ็นอีพี) ที่เปิดเผยว่า อุณหภูมิโลกในปีนี้สูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยปี 1850-1990 ราว 1.02 องศาเซลเซียส ซึ่งระดับอันตรายจากคลื่นความร้อนอยู่ที่ 2 องศาเซลเซียส
ไม่หวั่นแล้ง-ผลผลิตข้าวเพิ่ม 1%
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) คาดการณ์ว่า ผลผลิตข้าวทั่วโลกในปี 2016 จะเพิ่มขึ้น 1% เนื่องจากการเพาะปลูกที่ฟื้นตัวในฟิลิปปินส์ อินเดีย ไทย และสหรัฐ แม้ว่าปรากฏการณ์เอลนินโญจะยังคงส่งผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยเฉพาะไทยก็ตาม
“ปรากฏการณ์เอลนินโญเริ่มลดระดับความรุนแรงลงจากช่วงที่สูงที่สุดในปีก่อนหน้า โดยคาดว่าจะอ่อนกำลังลงในเดือน มิ.ย.” ระบบสารสนเทศการตลาดเพื่อการเกษตร (เอเอ็มไอเอส) ภายใต้การกำกับดูแลของเอฟเอโอ ระบุ
แม้เอลนินโญจะส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 60 ล้านคน จากภัยแล้ง น้ำท่วม และอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรในเอเชีย แต่เอเอ็มไอเอสคาดการณ์ว่า ความมั่นคงทางอาหารจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2017
นอกจากสภาวะอากาศร้อนจะส่งผลให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นแล้ว ราคาสินค้าทางการเกษตร โดยเฉพาะผักในสิงคโปร์ ก็ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน
เจอร์รี่ แทน ผู้ช่วยเลขานุการของสมาคมผู้ส่งออกและนำเข้าผักและผลไม้ของสิงคโปร์ ระบุว่า ราคาผักที่นำเข้าจากมาเลเซีย เช่น แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือม่วง และมะระ ปรับตัวขึ้น 10-20% เช่นเดียวกับราคาถั่วแขกและมะเขือเทศที่เพิ่มขึ้น 30-40% เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อผลผลิตผัก
อย่างไรก็ดี แทน ระบุว่า หากปริมาณผลผลิตทางการเกษตรคงคลังอยู่ต่ำกว่าระดับปลอดภัย สิงคโปร์จะเริ่มนำเข้าผลผลิตดังกล่าวจากไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และอินเดียเพิ่มขึ้น แม้ราคาจะสูงกว่าผักที่นำเข้าจากมาเลเซีย เพราะต้นทุนในการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น







