
เร่งลงทุนไทย-มาเลย์
“ไทย-มาเลเซีย” หนุนลงทุนระหว่าง 2 ประเทศ มุ่งสินค้าฮาลาลและยางพารา
“ไทย-มาเลเซีย” หนุนลงทุนระหว่าง 2 ประเทศ มุ่งสินค้าฮาลาลและยางพารา
นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยในงานสัมมนาโอกาสธุรกิจไทย-มาเลเชีย ว่า ต้องการให้นักลงทุนมาเลเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากมาเลเซียมีความโดดเด่นในด้านอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมยางพาราและน้ำมันปาล์ม ที่ได้รับสิทธิพิเศษด้านการยกเว้นภาษีในพื้นที่กลุ่มอุตสาหกรรมหรือคลัสเตอร์ จ.สงขลา สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมยาง หรือรับเบอร์ซิตี้
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมดังกล่าวจะมีจุดเชื่อมต่อกับมาเลเซีย บริเวณด่านสะเดาบนพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย รวมทั้งนักลงทุนไทยมีโอกาสในการขยายอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งประเทศมาเลเซียมีมาตรการสนับสนุนการทำตลาดอย่างเต็มที่ ซึ่งทั้งสองประเทศจะร่วมมืออย่างจริงจัง โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารฮาลาลนานาชาติที่มาเลเซียทุกปี
“นวัตกรรมใหม่ในการผลิตสินค้าขั้นสูงจะมีส่วนช่วยดึงนักลงทุนต่างชาติได้มาก จากการที่ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าอยู่แล้ว จะเปิดให้นักลงทุนศึกษาวิจัยมากขึ้น ภายใต้ซูเปอร์คลัสเตอร์ที่จะเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยในเรื่องการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ในการผลิตสินค้าได้มากขึ้น เพื่อมัดใจนักลงทุนต่างชาติ” นางอรรชกา กล่าว
นายมุสตาปา โมฮาเหม็ด รัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศมาเลเซีย เปิดเผยว่า นับเป็นอีกหนึ่งก้าวความสำเร็จทางด้านการลงทุนในการพัฒนาประเทศร่วมกัน เนื่องจากไทยเป็นคู่ค้าร่วมกับมาเลเซียมายาวนาน จากการเป็นตลาดส่งออกอันดับ 5 ของมาเลเซีย การเปิดเออีซีจะทำให้การค้าระหว่างไทย-มาเลเซียเติบโตเร็วขึ้น หากมีการลงทุนร่วมกัน
สำหรับความร่วมมือการลงทุนผลิตภัณฑ์ฮาลาลร่วมกันในอนาคตนั้น อยากให้นักลงทุนไทยนำธุรกิจของตัวเองไปต่อยอดธุรกิจในมาเลเซียมากขึ้น และมีโอกาสเข้าไปชิงส่วนแบ่งตลาดฮาลาลของโลกได้เป็นอย่างดี จากปัจจุบันมีหน่วยงานในประเทศพร้อมให้การสนับสนุน ด้านการขยายตลาด และกฎระเบียบให้สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม
อย่างไรก็ตาม แม้มาเลเซียไม่มีการให้สิทธิพิเศษเพื่อลดหย่อนภาษีให้กับนักลงทุน แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ โครงสร้างพื้นฐานและระบบการขนส่ง ความมั่นคงทางการเมือง เป็นต้น ปัจจุบันประชากรมุสลิมทั่วโลกมีกว่า 1,700 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,200 ล้านคน ในปี 2573 คิดเป็น 26.4% ของประชากรโลก ส่งผลให้ตลาดสินค้าฮาลาลมีโอกาสเติบโตอีกมาก คาดว่าสินค้าฮาลาลทั่วโลกมีมูลค่าราว 6-8 ล้านล้านบาท







