
อิเหนาใส่เกียร์ปั่นยอดขายรถยนต์ แซงหน้าไทยขึ้นแท่นผู้นำอาเซียน
เอเอฟพี รายงานผลการสำรวจยอดขายรถยนต์ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 ซึ่งจัดทำโดยนิกเกอิ ปรากฏว่ายอดขายรถยนต์ของอินโดนีเซียใส่เกียร์แซงหน้าไทย ซึ่งครองตำแหน่งเจ้าตลาดมาโดยตลอดเป็นครั้งแรก
เอเอฟพี รายงานผลการสำรวจยอดขายรถยนต์ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 ซึ่งจัดทำโดยนิกเกอิ ปรากฏว่ายอดขายรถยนต์ของอินโดนีเซียใส่เกียร์แซงหน้าไทย ซึ่งครองตำแหน่งเจ้าตลาดมาโดยตลอดเป็นครั้งแรก
ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสายอุตสาห กรรมรถยนต์ที่เข้าร่วมงานอินโดนีเซีย อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 16 ในกรุงจาการ์ตา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ยอดขายรถยนต์ของอินโดนีเซียไม่เคยเฟื่องฟูหรือสว่างไสวนักจนกระทั่งปีนี้
บูดี ดาร์มาดี เจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2552 และต้นปี 2553 ผู้ผลิตรถยนต์ในทุกแบรนด์กำลังเพิ่มศักยภาพในการผลิตรถยนต์ในอินโดนีเซีย เพื่อรองรับกับความต้องการของตลาดที่เพิ่มมากขึ้น
“เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เรามีอัตราการเติบโตของยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากที่สุด” ดาร์มาดี กล่าว
ยอดขายรถยนต์ในแดนอิเหนากระโดดขึ้นไปอยู่ที่ 6 แสนคัน ในปี 2551 แต่กลับซบเซาลงราว 20% เมื่อปี 2552 ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก จนกระทั่งในปีนี้ อินโดนีเซียผงาดขึ้นอีกครั้ง โดยคาดว่าจะมีตัวเลขยอดขายทะยานขึ้นไปสูงสุดอยู่ที่ 7 แสนคัน และถือเป็นครั้งแรกที่เบียดแซงหน้าประเทศไทย แชมป์ครองยอดขายในภูมิภาคไปเรียบร้อยแล้ว
สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซีย (ไกคินโด) กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรกยอดขายรถยนต์ในอินโดนีเซียถีบตัวสูงขึ้นถึง 76% ไปอยู่ที่ราว 370,206 คัน โดยตัวเลขที่กระโดดพุ่งสูงขึ้นเนื่องมาจากความนิยมของผู้บริโภคภายในประเทศในการใช้รถมินิแวนเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ซึ่งแม้ยอดขายรถยนต์ของไทยก็ขยับพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน แต่นั่นก็ไม่มากเท่ากับของอินโดนีเซีย
ผลการสำรวจของนิกเกอิ ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปีเพิ่มขึ้น 54% ไปอยู่ที่ 356,692 คัน ทิ้งห่างจากอินโดนีเซียถึง 13,514 คัน
ส่วนตัวเลขยอดขายรถยนต์ในช่วง 6 เดือนแรกของปี จาก 6 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สิงคโปร์ และไทย ซึ่งล้วนเป็นตลาดหลักในภูมิภาค มีอยู่ที่ราว 1.18 ล้านคัน
รายงานดังกล่าวนี้จะเป็นข่าวดีอย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้บริหารของบริษัท โตโยต้า ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น เนื่องจากโตโยต้ามียอดขายในประเทศเหล่านี้ถึงราว 80% โดยรถยนต์อเนกประสงค์หลายรุ่นของโตโยต้า อย่างเช่น โตโยต้า อแวนซา บุกตลาดชิงยอดขายได้ราว 30% จากยอดขายทั้งหมดในอินโดนีเซีย
“อินโดนีเซียอาจจะทำยอดขายต่อปีขึ้นไปแตะหลักล้านเป็นครั้งแรกในอีก 2 ปีข้างหน้า” สุฮาริ ซาร์โก นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าว
ซาร์โก ชี้ให้เห็นภาพรวมของการขยายตัวในอนาคตว่า ชาวอินโดนีเซียจำนวนมากจะเปลี่ยนจากการใช้รถจักรยานยนต์มาเป็นรถยนต์มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ความมั่งคั่งของประชากรจะขยายตัวออกไปโดยไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในแหล่งเศรษฐกิจและธุรกิจอย่างในศูนย์ของเกาะชวาเท่านั้น
“แต่ก่อนที่อินโดนีเซียจะสามารถกระจายสร้างความมั่งคั่งอย่างสมดุลภายในประเทศมากขึ้นได้นั้น รัฐบาลจำเป็นต้องปรับปรุงสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างเช่นถนนหนทางก่อน” ซาร์โก กล่าว
กูนาดิ ซินด์ฮูวินาตา ประธานบริษัท อินโดโมบิล ดิสทริบิลเตอร์ รายใหญ่ของอินโดนีเซีย กล่าวว่า ยานยนต์ส่วนมากขายผ่านเครดิต ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
“อินโดนีเซียมีประชากรราว 240 ล้านคน ยอดขายซึ่งอยู่ที่ราว 7 แสนคันต่อปี ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก” ซินด์ฮูวินาตา กล่าว
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี สังเกตได้จากตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ที่ราว 5.7% ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตรวดเร็วที่สุดท่ามกลางประเทศสมาชิกในกลุ่ม จี20
ศักยภาพการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของประเทศทำให้อินโดนีเซียเป็นที่จับตามองของบริษัท นิสสัน ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ที่มีแผนการลงทุนมูลค่าราว 20 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขยายโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งทำให้นิสสันสามารถเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นถึง 2 เท่า จากเดิมที่มีอัตราการผลิตอยู่ที่ 5 หมื่นคัน จะขยายตัวไปอยู่ที่ 1 แสนคัน
เช่นเดียวกันกับค่ายรถยนต์หรูอย่าง เมอร์เซเดสเบนซ์ ก็มียอดจองสั่งซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้นเช่นกัน แม้ว่าตลาดรถหรูจะมีการแข่งขันที่สูงมากก็ตาม โดยทางบริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ ในอินโดนีเซียระบุว่า ยอดขายรถยนต์ในเดือน มิ.ย. 2553 เพิ่มขึ้นราว 46% เมื่อเทียบกับตัวเลขในช่วงเดียวกันของปี 2552
“รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น ทำให้คนส่วนมากมีเงินมากพอที่จะซื้อรถยนต์มากขึ้นในช่วงนี้ เทียบกับเมื่อราว 4 ปีที่แล้ว” รูดี บอร์เกนไฮม์ ประธานกรรมการบริหารของเมอร์เซเดสเบนซ์ อินโดนีเซีย กล่าว
อย่างไรก็ตาม ยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอาจจะเป็นข่าวดีทั้งกับผู้ผลิตรถยนต์ และหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่สำหรับชาวอินโดนีเซียที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงและแหล่งศูนย์กลางทางธุรกิจอย่างกรุงจาการ์ตา และต้องเผชิญกับภาวะการจราจรติดขัดอาจจะดีใจ และยินดีกับเรื่องดังกล่าวก็ต่อเมื่อมีการขยายถนนเพิ่มมากขึ้น
ในวันเดียวกันยังมีรายงานว่า โตโยต้าประกาศเรียกคืนรถยนต์รุ่น อวาลอน ซีดาน รุ่นปี 2000-2004 จำนวน 3.73 แสนคัน จากในสหรัฐ เนื่องจากปัญหาความผิดพลาดของระบบอินเตอร์ล็อกของพวงมาลัย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
แถลงการณ์อีกฉบับหนึ่งของโตโยต้ายังประกาศจะมีการเรียกคืนรถยนต์เล็กซัส ซีดาน รุ่นปี 2003-2007 จำนวน 3.9 หมื่นคันจากปัญหาของเพลา







