
หนุนไทย ‘เกตเวย์’ อัญมณีเชื่อมอาเซียน
ประตูด้านการค้า การลงทุน สังคม เศรษฐกิจอาเซียน ถูกเปิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปีที่ผ่านมา การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญในการประคองให้ธุรกิจของตัวเอง
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
ประตูด้านการค้า การลงทุน สังคม เศรษฐกิจอาเซียน ถูกเปิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปีที่ผ่านมา การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญในการประคองให้ธุรกิจของตัวเองและอุตสาหกรรมของประเทศในภาพรวมอยู่รอดในยามที่สภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา อีกทั้งช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองทางการค้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สมชาย พรจินดารักษ์ ประธานสมาพันธ์อัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่าแห่งประเทศไทย เล่าว่า ความท้าทายของอุตสาหกรรมอัญมณี เครื่องประดับ ภายหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มองว่าเป็นโอกาสทางการค้าที่ประเทศไทยจะประกาศตัวเป็นประตูการค้าสู่ชาติอาเซียนได้ไม่ยาก หากรัฐบาลไทยให้การส่งเสริมและสนับสนุนอย่างจริงจัง เพราะไทยมีศักยภาพความเป็นผู้นำด้านการออกแบบสินค้า ความมีมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
ทั้งนี้ สมาพันธ์ฯ เตรียมเสนอกระทรวงการคลังใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การขอยกเว้นภาษีอากรนำเข้าเครื่องจักรและวัสดุสิ้นเปลืองในการผลิต 2.การขอยกเว้นภาษีอากรนำเข้าสร้อยขดม้วน สร้อยกึ่งสำเร็จรูป (เงิน ทอง ต่ำกว่า 18K) 3.เร่งจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อการซื้อขายอัญมณีและเครื่องประดับ และ 4.การสนับสนุนให้มีการจัดตั้งธนาคารอัญมณีและเครื่องประดับ เจมส์ แบงก์ เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกับผู้ประกอบการไทย รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาให้ทันต่อความนิยมในปัจจุบัน
“ผู้ประกอบการอัญมณีไทยฯ รอการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในชาติอาเซียน เพราะปัจจุบันสมาชิกอาเซียนอย่าง สิงคโปร์ เวียดนาม รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมด้านการลงทุน ขณะที่ประเทศไทยได้ขอมาหลายรัฐบาล แต่ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจน เมื่อมีวิกฤตเกิดขึ้นทำให้ผู้ประกอบการหลายรายล้มหายตายจากไปจากวงการ” สมชาย กล่าว
นอกจากนี้ ไทยได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการจัดงานเออีซี เพรสซิเด้นท์ เจมส์ แอนด์ จิวเวลรี่ ซัมมิต ซึ่งเป็นการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นต้นแบบในการจัดประชุม แต่ปัจจุบันชาติอาเซียนเริ่มให้ความสำคัญพร้อมเสนอตัวเองเป็นเจ้าภาพการจัดงาน ซึ่งในปีนี้เตรียมจัดขึ้นที่ประเทศเวียดนาม สะท้อนได้ว่างานดังกล่าวเป็นที่ยอมรับในชาติอาเซียนในการเจรจาวางแนวทางการส่งเสริมธุรกิจร่วมกัน
สำหรับแนวทางการขยายตลาดของผู้ประกอบการไทย ตลาดอาเซียนจะมีความสำคัญแทนที่ตลาดยุโรป อเมริกา ที่ได้รับผลกระทบ จากสภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งมองว่าการขยายตลาดอาเซียนประเทศที่ต้องเร่งทำการตลาดที่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เมียนมา มาเลเซีย กัมพูชา ตามลำดับ ซึ่งแต่ละประเทศมีความน่าสนใจที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งขยายธุรกิจให้ตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละตลาด โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียมีประชากรจำนวนมาก และเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ขณะที่ประเทศเมียนมาถือเป็นตลาดเปิดใหม่ที่มีความชื่นชอบสินค้าจากประเทศไทยเป็นทุนเดิม
สมชาย บอกว่า ภาพรวมการส่งออกอัญมณีปีที่ผ่านมา การส่งออกติดลบไม่ถึง 1% ซึ่งถือเป็นการติดลบในรอบ 3 ปี มูลค่า 3.6 แสนล้านบาท จากเดิมตั้งเป้าเติบโตในช่วงต้นปี 2558 ประมาณ 6% เนื่องจากกำลังซื้อลดลง เพราะความผันผวนทางเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันในตลาดโลกอัตราค่าเงินบาทอ่อนตัวลง แต่เชื่อว่าในปีนี้การส่งออกจะมีทิศทางกระเตื้องขึ้น ส่วนเพิ่มเท่าไหร่นั้นอยู่ระหว่างการประเมิน ซึ่งคาดว่าหลังไตรมาสแรกจะเห็นภาพการส่งออกที่ชัดเจน เพราะเชื่อว่าอานิสงส์การเปิดเสรีอาเซียน ประชากรในประเทศเปิดใหม่มีกระแสความต้องการซื้อเครื่องประดับเพิ่มขึ้น
ขณะที่การปรับตัวของผู้ประกอบการไทยต้องเร่งพัฒนาวิจัยสินค้า รวมถึงเร่งพัฒนาด้านการออกแบบสินค้าที่แปลกใหม่ แต่ควรชะลอแผนการลงทุนขยายธุรกิจ เช่น การสร้างโรงงานใหม่ เพื่อรอดูสถานการณ์การตลาดโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าแถบยุโรป อเมริกา แต่เชื่อมั่นว่าราคาน้ำมันจะมีอัตราคงที่และเลยจุดต่ำสุดมาแล้ว
“สมาพันธ์ฯ ต้องการให้หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการโฆษณาประชาสัมพันธ์อัญมณีไทยให้กับนักท่องเที่ยว การสร้างการรับรู้ประเทศไทยให้เป็นผู้ผลิตสินค้าอัญมณี เครื่องประดับที่มีคุณภาพ เพราะการซื้อสินค้าของนักท่องเที่ยวถือเป็นอีกช่องทางในการผลักดันให้การส่งออกเติบโต” สมชาย กล่าวทิ้งท้าย







