
'ซิกา' ภัยร้าย ทารกสมองเสียหาย
หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ ระบุว่า นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยการแพทย์ในกรุงลูบลิยานาของสโลวีเนีย พบความเชื่อมโยงระหว่างไวรัสซิกาและภาวะศีรษะเล็ก ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในขณะนี้
จากผลการตรวจวิเคราะห์สมองตัวอ่อนในครรภ์มารดาที่ติดเชื้อพบว่า สมองได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ลักษณะของเนื้อสมองที่ควรจะเป็นรอยหยักกลับราบเรียบ และพบการสะสมของแคลเซียมปริมาณมากสะท้อนถึงการอักเสบของสมอง นอกจากนี้ยังตรวจพบไวรัสที่เยื่อสมองและรกในปริมาณที่สูงกว่าที่พบจากตัวอย่างเลือดผู้ป่วยติดเชื้อ
นอกเหนือจากการตรวจพบเชื้อไวรัสซิกาในตัวอ่อนและทารกแล้ว นักวิจัยยังตรวจพบเชื้อไวรัสชนิดอื่นอีกที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน อาทิ ไวรัสไข้เลือดออก ไวรัสเดงกี่ต้นเหตุโรคไข้เลือดออก ไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเวสต์ไนล์ และไวรัสเจอี สาเหตุของโรคไข้สมองอักเสบญี่ปุ่น
อีริก เจ รูบิน ศาสตราจารย์ด้านภูมิคุ้มกันวิทยาและโรคติดเชื้อจากวิทยาลัยสาธารณสุขแห่งฮาร์วาร์ด ระบุว่า ผลการวิจัยดังกล่าวยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่า เชื้อไวรัสซิกาเป็นต้นเหตุของภาวะศีรษะเล็กในทารกแรกเกิด โดยการตรวจพบครั้งนี้ถือเป็นหลักฐานความเชื่อมโยงที่สำคัญที่สุด แต่ยังต้องค้นคว้าเพิ่มเติม
นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (ดับเบิ้ลยู เอชโอ) ยังได้เผยแพร่เอกสารข้อมูลทางการแพทย์เบื้องต้นเพื่อให้ความรู้เรื่องไวรัสซิกา โดยเฉพาะสตรีตั้งครรภ์ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด พร้อมยืนยันด้วยว่า สตรีตั้งครรภ์ในพื้นที่เสี่ยงมีโอกาสที่จะให้กำเนิดทารกที่มีอาการปกติ นอกจากนี้ยังเตือนสตรีมีครรภ์เลี่ยงพื้นที่เสี่ยงที่มียุงชุมหรือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง แต่ยังไม่มีการประกาศห้ามเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง
ขณะเดียวกัน รอยเตอร์สระบุว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสซิกานำไปสู่ประเด็นเรื่องสิทธิในการทำแท้งของสตรีที่ติดเชื้อดังกล่าว โดยดับเบิ้ลยูเอชโอเปิดเผยว่า สตรีตั้งครรภ์ที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ เนื่องจากความกังวลภาวะศีรษะเล็กในทารกนั้น ควรได้รับการบริการอย่างปลอดภัยตามกฎหมาย
จากแถลงการณ์ของดับเบิ้ลยูเอชโอ ระบุว่า ภาวะศีรษะเล็กในทารกแรกเกิดไม่สามารถตรวจพบได้จากการอัลตราซาวด์ นอกเสียจากว่ามีภาวะที่รุนแรงมากเท่านั้น ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญสำหรับบางประเทศที่ชี้ว่าการทำแท้งผิดกฎหมาย โดยในบางประเทศแนะให้สตรีชะลอการตั้งครรภ์ออกไปก่อน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากไวรัสซิกา
ด้าน ซาอิด ราอัด อัล ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า คำแนะนำของบรรดารัฐบาลที่เตือนพลเมืองชะลอการตั้งครรภ์นั้น เป็นการเพิกเฉยต่อความจริงที่ว่า สตรีหลายรายไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะตั้งครรภ์เมื่อใด โดยเฉพาะในประเทศที่การข่มขืนเป็นเรื่องปกติ
ยูเอ็นยืนยันว่า การทำแท้งเป็นสิทธิของสตรีตั้งครรภ์ พร้อมเรียกร้องให้ประเทศที่ห้ามไม่ให้มีการทำแท้งยกเลิกกฎหมายดังกล่าวตามหลักสิทธิมนุษยชน
“กฎหมายและนโยบายที่ปิดกั้นสตรีตั้งครรภ์จากการเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์จำเป็นต้องทบทวนกฎหมายดังกล่าวให้เร็วที่สุด เพื่อให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน และยืนยันสิทธิด้านสุขภาพของประชาชน” แถลงการณ์ยูเอ็นระบุ
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ดับเบิ้ลยูเอชโอ ประกาศให้ “ไวรัสซิกา” เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ หลังพบการแพร่ระบาดอย่างหนักในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งตรวจพบผู้ป่วย
ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวแล้วราว 4 ล้านคน ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น พร้อมระบุว่า ไวรัสซิกามีแนวโน้มรุนแรงกว่าอีโบลาที่ระบาดหนักช่วงก่อน
มูลนิธิออสวัลโด ครูซ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ระดับโลกในบราซิล เปิดเผยว่า ไวรัสซิกามีพาหะนำโรคคือยุงลาย นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้สูงที่เชื้อไวรัสดังกล่าวจะติดต่อกันผ่านการมีเพศสัมพันธ์ การถ่ายเลือด และสารคัดหลั่งของมนุษย์ เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ หลังนักวิทยาศาสตร์ตรวจพบเชื้อไวรัสซิกาที่ยังมีชีวิตในสารคัดหลั่งของผู้ป่วยติดเชื้อซิกา
อย่างไรก็ดี กลุ่มเสี่ยงต่อไวรัสซิกาที่สุดคือ สตรีตั้งครรภ์ หลังดับเบิ้ลยูเอชโอระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ภาวะศีรษะเล็กในทารกแรกเกิดเป็นผลจากการที่มารดาติดเชื้อระหว่างการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่เชื้อไวรัสซิกาเป็นสาเหตุของภาวะระบบประสาทหลายเส้นอักเสบเฉียบพลัน (กิลเลียน-แบร์) ซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำลายระบบประสาทและมีผลให้ร่างกายอ่อนแอหรือเป็นอัมพาต







