
ตอบโจทย์ ‘จีน’ ตรงจุด โอกาสสำเร็จแค่เอื้อม
เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงอาจสร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการไทยบางส่วนที่มองว่าการคว้าโอกาสในตลาดแดนมังกรอาจจะริบหรี่ลง
โดย...ทีมข่าวประชาคมอาเซียน โพสต์ทูเดย์
เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงอาจสร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการไทยบางส่วนที่มองว่าการคว้าโอกาสในตลาดแดนมังกรอาจจะริบหรี่ลง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว “จีน” ยังเป็นขุมทองแห่งโอกาสที่รอต้อนรับคนค้าขายเสมอ โดยเฉพาะในยุคที่ชาวจีนมีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคหันมานิยมสินค้าอิมพอร์ตคุณภาพดีมากขึ้น
ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคร.) ประจำเมืองต่างๆ ในประเทศจีนต่างสะท้อนมุมมองตรงกันว่าจีนยังเป็นตลาดแห่งความหวังของผู้ประกอบการไทย ที่สำคัญจะต้องรู้จักกลุ่มลูกค้าว่าเป็นใคร มีความต้องการสินค้ากลุ่มไหนบ้าง และจะใช้ช่องทางใดเพื่อเข้าถึงลูกค้าที่มีศักยภาพเหล่านี้ได้
ขณะเดียวกัน จะต้องเข้าใจนโยบายสำคัญของจีนในขณะนี้ เพราะจะส่งผลต่อทิศทางการเติบโตของตลาดในอนาคต เช่น นโยบายลูกคนที่สอง ซึ่งคาดว่าน่าจะส่งผลให้ประชากรเด็กของจีนเพิ่มมากขึ้นอีก และจะกลายเป็นโอกาสทองของ “สินค้าสำหรับเด็ก”
“คนจีนรักลูกมาก มีของเด็กอะไรจะสนใจซื้อหมด ไม่แคร์ว่าราคาจะแพงแค่ไหน เขาพร้อมทุ่มสุดตัวเพื่อซื้อของให้ลูก”บุณิกา แจ่มใสผู้อำนวยการ สคร. ณ นครเซี่ยงไฮ้ อธิบายถึงพฤติกรรมชาวจีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดสินค้าเด็กในจีนยังไปได้อีกไกล
ขณะที่ “สินค้าเพื่อผู้สูงอายุ” ก็ถือเป็นโอกาสใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนประชากรผู้สูงอายุในประเทศ
พร้อมกันนี้ บุณิกายังได้ขยายภาพโอกาสสินค้าไทยในแดนมังกรว่า “สินค้าอาหาร” เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูง โดยเฉพาะสินค้าสำเร็จรูปแบบเรดดี้ ทู อีท เนื่องจากคนสมัยนี้ต้องเร่งรีบ ขณะที่อาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยวต่างๆ ก็มีโอกาสเช่นกัน ซึ่งการจะส่งสินค้าไปจำหน่ายในพื้นที่ใด ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคให้ลึกซึ้ง เพราะคนจีนในแต่ละภาคมีรสนิยมต่างกัน คนบางเมืองกินรสหวาน แต่คนบางเมืองไม่ชอบ
บุณิกา ระบุด้วยว่า “สินค้าสุขภาพ” เป็นเทรนด์ที่มาแรงมากในปัจจุบัน เพราะผู้บริโภคระมัดระวังเรื่องอาหารการกินมากขึ้น ทำให้สนใจซื้ออาหารอินทรีย์ต่างๆ ไปบริโภค นอกจากนี้การที่คนรักสุขภาพออกกำลังกายมากขึ้น ต้องการดื่มเครื่องดื่มที่ทำให้สดชื่นหลังออกกำลังกาย ก็มีความต้องการน้ำดื่มเพื่อสุขภาพมากขึ้นตามไปด้วย
“ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม” เป็นอีกกลุ่มสินค้าของไทยที่เป็นที่นิยมในเมืองจีนมาก แต่การเข้าไปขยายตลาดนี้ก็เป็นสิ่งท้าทายไม่น้อยเช่นกัน เนื่องจากจีนคุมเข้มสินค้ากลุ่มนี้มาก โดยสินค้าจะต้องผ่านการรับรองคุณภาพก่อนเสมอ
ในฐานะที่ทำงานในเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ บุณิกา เห็นว่า นี่เป็นอีกหนึ่งตลาดสำหรับ “สินค้าแฟชั่นเครื่องประดับ” ของไทย เพราะคนเมืองชอบแต่งตัว แต่แฟชั่นก็เปลี่ยนเร็วมาก ดังนั้นหากผู้ประกอบการสนใจไปทำตลาด จะต้องเข้าไปดูเทรนด์ในตลาดเป้าหมายก่อนเสมอ
“คนจีนยุคใหม่ที่มีกำลังซื้อและอยู่ในเมืองใหญ่จะนิยมสินค้าที่มีเอกลักษณ์ เป็นแนวเอ็กซ์คลูซีฟ ยิ่งมีไม่กี่ชิ้นยิ่งดี เพราะเขาอยากได้ของแต่งตัวที่แตกต่างจากคนอื่น” บุณิกา อธิบาย
นอกจากส่งสินค้าไปจำหน่ายแล้ว ประเทศจีนก็ยังมีโอกาสการลงทุนอีกมหาศาลสำหรับนักธุรกิจไทยที่สนใจ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไทยมีความเชี่ยวชาญสูงและได้รับการยอมรับอย่างดีในแวดวงตลาดโลก ได้แก่ ร้านอาหารไทย ธุรกิจสปาและสินค้าสปา
“ตอนนี้ในนครเซี่ยงไฮ้มีร้านอาหารไทยประมาณ 100 กว่าร้าน แต่ที่มีคุณภาพระดับไทยซีเล็คท์ ซึ่งเป็นการการันตีมาตรฐานคุณภาพอาหารไทยโดยกระทรวงพาณิชย์มีอยู่ราว 30 ร้าน คนจะต้องจองคิวไปทานอาหารกันนาน และตลาดอาหารไทยยังไปได้ดี มีความต้องการอีกมาก ส่วนธุรกิจสปา ตอนนี้มีสปาไทยอยู่ 1 เจ้า แต่มี 4 สาขา จะต้องจองคิวนานเหมือนกัน ซึ่งจุดเด่นของสปาไทย คือ คนไทยมีใจบริการดี และมีผลิตภัณฑ์และบริการให้เลือกหลากหลาย” บุณิกา แจกแจง
สำหรับช่องทางจำหน่ายสินค้าไทยนั้น ผู้อำนวยการ สคร. แนะนำว่า ควรจะเดินเกมรุกในช่องทาง “อี-คอมเมิร์ซ” มากขึ้น เพราะเป็นช่องทางสำคัญที่ชาวจีนช็อปปิ้งซื้อสินค้าในปัจจุบัน ซึ่งมีเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซของจีนหลายเว็บ เช่น อาลีบาบา อีกทั้งยังมีเว็บเฉพาะกลุ่มสำหรับสินค้าแต่ละประเภท และคนจีนยังนิยมสั่งซื้อสินค้าแอพพลิเคชั่นต่างๆ บนอุปกรณ์มือถือด้วย ดังนั้นผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเจาะตลาดผู้บริโภคชาวจีนไม่ควรมองข้ามช่องทางอี-คอมเมิร์ซเด็ดขาด
ขณะเดียวกัน สามารถกระจายสินค้าผ่านห้างโมเดิร์นเทรด รวมถึงขายผ่าน “สื่อโทรทัศน์” (Shop channel) ที่ได้รับความนิยมเช่นกัน
ด้าน พรรณกาญจน์ เจียมสุชน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริม สคร.ณ เมืองกว่างโจว ประเทศจีน แนะนำให้ผู้ประกอบการสินค้าไทยจำหน่ายสินค้าผ่าน “ช็อปค้าข้ามแดน” (Cross-border shop) ซึ่งอยู่ในเขตการค้าเสรีของจีน เช่น เขตหนานซา ในเมืองกว่างโจว และผู้ซื้อจะสามารถซื้อสินค้าโดยไม่ต้องเสียภาษี แต่กำหนดมูลค่าสินค้าไม่เกิน 500 หยวน/วัน/คน
“ผู้ขายสินค้าจะเก็บสินค้าในคลังสินค้าทัณฑ์บน และขายสินค้าผ่านร้านค้าในเขตการค้าเสรี รวมถึงศูนย์การค้าในเมืองบางแห่ง คนซื้อจะเลือกซื้อสินค้าจากรูปถ่าย และดูรายละเอียดจากคิวอาร์โค้ด ก่อนสั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์ และได้รับสินค้าที่จะส่งมาถึงบ้าน คิดว่านี่เป็นอีกช่องทางจำหน่ายที่น่าสนใจสำหรับสินค้าเครื่องสำอาง และสินค้ากลุ่มอื่นที่ลูกค้าอาจไม่จำเป็นต้องใช้ทันที” พรรณกาญจน์ อธิบาย
จะเห็นได้ว่าตอนนี้ยังมีโอกาสอีกมากมายในประเทศจีนรอผู้ประกอบการไทยอยู่ สิ่งสำคัญที่สุด คือจะต้องขายสินค้าที่ตลาดต้องการ พร้อมหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ หากทำได้ เชื่อว่าความสำเร็จไม่ใช่แค่ฝันแน่นอน







