posttoday
เร่งเครื่องบุกเมียนมา ก่อนไร้ที่ยืนทางธุรกิจ

เร่งเครื่องบุกเมียนมา ก่อนไร้ที่ยืนทางธุรกิจ

14 มกราคม 2559

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของต่างชาติในเมียนมามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของต่างชาติในเมียนมามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ที่สำคัญคือตำแหน่งการลงทุนของไทยในเมียนมาตกอันดับลงไปจากเดิมที่เคยอยู่ในอันดับต้นๆ ของนักลงทุนต่างชาติ จากตัวเลขการลงทุนสะสม (FDI) ของเมียนมาระหว่างปี 2532-ส.ค. 2558  มีมูลค่า 57,118 ล้านเหรียญสหรัฐ จำนวน 979 โครงการ

ในช่วงเวลาดังกล่าวพบว่าไทยเป็นนักลงทุนใหญ่อันดับ 3 มูลค่าการลงทุน 10,291 ล้านเหรียญสหรัฐ และหากย้อนไปดูตัวเลขการลงทุนสะสมช่วงปี 2532-2555 ไทยอยู่ในอันดับ 2 ลงทุน 9,568 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่น่าสนใจคือ การลงทุนในปี 2556-2558 ไทยตกไปอยู่อันดับ 4 รองจากสิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่ไทยจะเข้าไปลงทุนด้านพลังงาน ก๊าซและน้ำมัน คิดเป็นประมาณ 85% ของการลงทุนไทยในเมียนมา ที่เหลือเป็นอุตสาหกรรมการผลิต ประมง โรงแรมและท่องเที่ยว สะท้อนว่าทุนไทยยังไม่ได้กระจายไปในธุรกิจอื่นๆ มากนัก

หลังเปิดเสรีอาเซียนธุรกิจไทยต้องกระจายลงทุนในกลุ่มอื่นๆ มากกว่านี้ หากรีๆ รอๆ ประเทศอื่นจะเข้ามาแทนที่และแย่งพื้นที่การทำธุรกิจในเมียนมามากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนหน้าใหม่ของอาเซียนอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย

เพื่อสร้างโอกาสของนักธุรกิจไทย ผมขอเสนอธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มีอนาคตดังนี้ เริ่มจากธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป  ได้แก่ “โรงสีข้าว” เป็นธุรกิจที่มีอนาคตมาก เพราะเมียนมาจะสามารถส่งออกข้าวในอันดับต้นๆ ของโลก ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป เมียนมามีเป้าหมายข้าว 3 ล้านตัน โดยต้องการทวงแชมป์ส่งออกข้าวโลกคืนมา  จากนี้ไปเมียนมาจะผลิตข้าวมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นการลงทุนของเกาหลีและญี่ปุ่น ทำให้ความต้องการสีข้าวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้โรงสีข้าวไทยมีประสิทธิภาพในการสีข้าวเป็นอันดับ 1 ของโลก หากเราช้าไปก็จะเสียโอกาสให้กับนักลงทุนจีนที่ทำทั้งธุรกิจข้าว และนำเครื่องสีข้าวมาแทนที่โรงสีเก่าของเมียนมา ขณะเดียวกันก็ยังสามารถเข้าไปทำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานมีดีไซน์ดูดีได้ด้วย

“อาหารสัตว์” เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าทำมากๆ  เพราะประชาชนต้องการอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น  ส่งผลให้มีการขยายพื้นที่ทำปศุสัตว์มากขึ้น กฎหมายลงทุนของเมียนมาอนุญาตให้ต่างชาติเช่าที่ดินทำปศุสัตว์ได้ 30 ปี ต่อได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 15 ปี รวมแล้ว 60 ปี

อีกธุรกิจที่น่าสนใจคือ “น้ำตาล”  รายงานของ Sugarcane Develop ment Department ปี 2554 ระบุว่า เมียนมาผลิตน้ำตาลได้มากกว่า 2 แสนล้านตัน  โดย 60% ของผลผลิตมาจากโรงงานของเอสเอ็มอีซึ่งมีจำนวนมาก แต่เทคโนโลยีการผลิตไม่ทันสมัย จุดนี้เองทำให้ต้องการนักลงทุนต่างชาติเข้าไปร่วมพัฒนา รวมไปถึงโรงงานผลิตเอทานอล ที่ตอนนี้มีเพียงบริษัท เกรท วอลล์ ของจีน ที่ผลิตเอทานอลได้  3.75 หมื่นแกลลอน/ปี

“ผลิตเสื้อผ้า” เป็นธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติสนใจมากในขณะนี้ และทำได้เกือบทุกพื้นที่ ซึ่งมีนักลงทุนเกาหลีและญี่ปุ่น รวมทั้งจีนลงทุนมากที่สุด ขณะที่ไทยมีเครือสหพัฒน์เข้าไปลงทุน  ทั้งนี้มูลค่าการส่งออกเสื้อผ้าเมียนมาเพิ่มจาก 400 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2550 เป็น 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2557 และจะเติบโตอีกมากในอนาคต เพราะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจีเอสพี มีแรงงานมากและค่าจ้างถูก พื้นที่น่าลงทุนส่วนใหญ่คือเขตอุตสาหกรรมต่างๆ

อีกหนึ่งธุรกิจที่คิดว่าน่าสนใจและไทยมีศักยภาพมากคือ “ยางพารา” โดยเมื่อปี 2555 เมียนมาผลิตยางพาราได้ 5 แสนตัน ซึ่ง 95% ส่งออกไปจีน และตอนนี้ยังไม่มีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา สำหรับธุรกิจที่คนไทยทำได้ คือ ปลูกยางพารา และแปรรูปยางพารา ซึ่งการปลูกควรเน้น
ด้านประสิทธิภาพการให้น้ำยางและยางแผ่น

ส่วนผลิตภัณฑ์ยางพาราที่ควรเน้นผลิต คือ ถุงยางอนามัย ถุงมือยาง และผลิตภัณฑ์อื่น ซึ่งรัฐบาลเมียนมาต้องการมาก เพราะนักธุรกิจท้องถิ่นยังขาดทักษะและฝีมือในอุตสาหกรรมปลายน้ำอยู่มาก ปัจจุบันมีโรงงานผลิตยางแท่งเพียง 3 โรงเท่านั้น

นอกจากนี้ จากปริมาณผลผลิตเกษตรด้านอาหารที่มีอยู่มาก การแปรรูปอาหารจากสินค้าเกษตรจึงน่าสนใจลงทุน เมื่อปี 2555 เมียนมา ผลิตสินค้าเกษตรสำคัญๆ เช่น แตงโม ลูกพลับ และมะม่วง ได้รวมประมาณ 2.5 แสนตัน และผลิตผักและผลไม้ได้อย่างละ 2 ล้านตัน และผลผลิตที่ได้ก็เกินความต้องการบริโภคในประเทศ จึงต้องส่งออกไปขายที่ประเทศจีน และบางส่วนขายในตลาดผักและผลไม้ใหญ่ที่สุดของเมียนมาชื่อ  “Thiri Min Galar” ในย่างกุ้ง

ธุรกิจต่อเนื่องที่สามารถต่อยอดได้อีกคือ “ห้องเย็นและแปรรูป” ซึ่งนักธุรกิจจะต้องไปทำมาตรฐานสินค้าจากหน่วยงานของเมียนมา “Myanmar Agro-based Food Processors and Exporters Association (MAFPEA)”

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสอีกมากในเมียนมา ซึ่งในฐานะนักลงทุนต่างชาติจะต้องศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจ เช่น กฎหมายการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ (Foreign Investment Law 2012 : FIL)  กฎระเบียบการลงทุน (Foreign Investment Rules, 31 Jan 2013) และกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone Law 2014 : SEZ)

ปัจจุบันเมียนมามีเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตอุตสาหกรรมรวม 37 เขต โดยในจำนวนนี้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ 3 แห่ง แต่ตามรายงานของหน่วยงาน “Myanmar Survey Research : MRS” เมียนมามี
เขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 แห่ง ได้แก่ ติละวา จ้าวผิว ทวาย เมียวดี และปะเต้น โดย 2 เขตหลังอยู่ในขั้นตอนวางแผนจะจัดตั้ง

ที่กล่าวมาทั้งธุรกิจอนาคตไกลและพื้นที่เขตอุตสาหกรรมนั้นนักลงทุนไทยต้องเร่งสปีดเข้าไปลงทุนโดยด่วน เพราะตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปจะมีนักลงทุนต่างชาติแห่ไปลงทุนในเมียนมามากขึ้นอีก สิ่งที่ผมนำเสนอข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกิจเท่านั้น เพราะ “ทุกพื้นที่ของเมียนมาเป็นเงินเป็นทองทั้งสิ้น” การเข้าไปเร็วก็จะได้เปรียบนักลงทุนชาติอื่น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะลงทุนพื้นที่ใด และภายในไม่เกิน 2 ปีหลังจากนี้หากนักลงทุนไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอียังรีๆ รอๆ ทุนไทยอาจไม่มีที่ยืนทางธุรกิจในเมียนมาก็ได้

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI