posttoday
"เออีซี 2015" รอดถึงฝั่ง แต่ยังไม่เสร็จ

"เออีซี 2015" รอดถึงฝั่ง แต่ยังไม่เสร็จ

31 ธันวาคม 2558

ในที่สุด “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือเออีซี ก็สามารถเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ทันกำหนดจริงภายในปี 2015

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ในที่สุด “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือเออีซี ก็สามารถเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ทันกำหนดจริงภายในปี 2015 หลังจากที่เลื่อนกำหนดเดิมจากต้นปีมาเป็นสิ้นปี ในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ เปิดตลาดร่วมที่มีประชากร 625 ล้านคน และมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 2.6 ล้านเหรียญสหรัฐ

แม้จากการติดตามและวัดผลการดำเนินงานเออีซี หรือสกอร์การ์ด เมื่อสิ้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา จะมีคะแนนเพียง 79.25% ซึ่งหมายความว่ายังมีเรื่องที่เป็นสารัตถะและปลีกย่อยอีกถึงเกือบ 20% ที่ไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายปีนี้ แต่การแข่งขันในเวทีโลกที่เข้มข้นและบรรยากาศการค้าการลงทุนที่ซบเซา ทำให้ที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อวันที่ 22 พ.ย. ตัดสินใจเดินหน้าลงนามปฏิญญาก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเป็นทางการ และขยายกรอบการดำเนินงานที่เหลือตามพิมพ์เขียวให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2016 แทน

หากดูความคืบหน้าในการดำเนินงานของเออีซี จะพบว่า “การเปิดเสรีการค้า” เป็นด้านที่มีความคืบหน้าไปมากที่สุด และอาจเป็นเพียงด้านเดียวที่อ้างความสำเร็จได้อย่างไม่ขัดเขิน จากการลดกำแพงภาษีสินค้าไปแล้ว 99% ใน 6 ประเทศ และอีก 4 ประเทศที่มีระดับการพัฒนาน้อยกว่า คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม จะได้รับการยืดหยุ่นไปถึงปี 2018

ทว่า ในด้านการค้าเองก็ยังมีปัญหามาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่มีกฎระเบียบด้านความปลอดภัยทางอาหารอย่างเข้มงวด ขณะที่ 4 ประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ก็ต้องเร่งปรับตัวหลังจากที่ภาษีศุลกากรนับเป็นรายได้สำคัญของประเทศมาโดยตลอด ท่ามกลางตัวเลขการค้าภายใน 10 ชาติอาเซียนปัจจุบัน ที่ยังมีสัดส่วนเพียง 25% แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหากเออีซีสามารถลดอุปสรรคต่างๆ และทยอยดำเนินแผนงานได้ตามเป้าหมาย

สำหรับ “การเปิดเสรีการค้าในภาคบริการ” มีการดำเนินการไปได้แล้ว 9 ส่วนจากทั้งหมด 11 ส่วน ซึ่งเป็นที่คาดว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ภายในปีหน้า และแม้ว่าการเปิดเสรีภาคบริการจะทำได้ช้ากว่า แต่การค้าในภาคบริการก็มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วจาก 14% ในปี 2006 เป็น 20% ในปี 2015 ตามรายงานของเอชเอสบีซี

ส่วนภาคที่มีความคืบหน้าน้อยที่สุดของตลาดร่วมอาเซียนในวันนี้ก็คือ “ตลาดเงินและตลาดทุน” โดยกรอบการรวมตัวของภาคธนาคารอาเซียน (AIBF) เพื่อเป้าหมายการเปิดเสรีภาคการธนาคารภายในปี 2020 ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร 10 ชาติไม่สามารถตกลงเรื่องมาตรฐานสถาบันการเงินร่วมกัน (QAB) และหันมาใช้วิธีเจรจาทวิภาคีกันแทน
เพื่อให้ประเทศที่พร้อมกว่าเดินหน้าไปได้ก่อน

ขณะที่ความร่วมมือด้านตลาดทุนอาเซียนก็ยังมีช่องว่างของระดับการพัฒนาอยู่มาก ทำให้มีเพียง 3 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย เท่านั้นที่สามารถใช้มาตรฐานของอาเซียนภายใต้หน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนในอาเซียน (ACMF) และสามารถเชื่อมโยงกระดานซื้อขายหลักทรัพย์อาเซียนได้

สำหรับ “การเปิดเสรีภาคแรงงาน” กับการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือนั้น พบว่า มาตรการด้านตลาดแรงงานราว 7.3% ยังไม่บรรลุผล การที่แต่ละประเทศต่างพยายามปกป้องตลาดแรงงานของประเทศตัวเอง เป็นเพราะมีความวิตกว่าอาจเกิดแรงงานไหลเข้าอย่างมหาศาลหากมีการเปิดเสรีแรงงาน และสร้างผลกระทบต่อแรงงานในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าแม้จะยังมีภารกิจอีกมากที่ต้องทำให้สำเร็จ แต่เออีซีก็ถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อเพิ่มแรงดึงดูดด้านการค้าและการลงทุนจากต่างชาติที่มองอาเซียนเป็นแพ็กเกจ เช่น การใช้กฎแหล่งกำเนิดสินค้าร่วม ที่ทำให้สามารถกระจายอุตสาหกรรมการลงทุนในหลายประเทศได้ และยังถือเป็นการช่วยพัฒนาลดความเหลื่อมล้ำของชาติสมาชิกอาเซียนด้วย

ขณะที่จีนก็สนใจที่จะขยายกรอบการค้าเสรีอาเซียน+6 เป็นความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) เพื่อทัดทานความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ที่นำโดยสหรัฐ

แม้จะยังไม่สมบูรณ์พร้อมและยากที่จะทำให้สมบูรณ์แบบสำหรับภูมิภาคอาเซียน ที่มีความหลากหลายทั้งทางด้านเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม และการเมืองการปกครอง แต่การบรรลุผลจัดตั้งเออีซี 2015 ก็ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับอาเซียนทั้งในวันนี้และอนาคต

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา