
ซาอุฯขึ้นพลังงานทีเดียว67%
น้ำมันต่ำสุด 11 ปี ซาอุฯ ทนไม่ไหวขึ้นราคาพลังงาน50% ทำงบขาดดุล 3 ล้านล้านบาท
น้ำมันต่ำสุด 11 ปี ซาอุฯ ทนไม่ไหวขึ้นราคาพลังงาน50% ทำงบขาดดุล 3 ล้านล้านบาท
บีบีซีและหนังสือพิมพ์ซาอุดิกาแซท รายงานว่า รัฐบาลซาอุดิอาระเบียประกาศขึ้นราคาพลังงานในประเทศมากกว่า 50% ในบางรายการ โดยน้ำมันเบนซิน 91 ปรับขึ้น 67% อยู่ที่ราว 7.3 บาท/ลิตร และเบนซิน 95 ปรับขึ้น 50% อยู่ที่ราว 8.7 บาท/ลิตร ซึ่งจะส่งผลให้น้ำมันประเภทอื่น รวมถึงค่าไฟ ค่าน้ำ และค่าสาธารณูปโภคอื่นๆ ปรับขึ้นตามไปด้วย ในแผนลดการอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ แต่โดยรวมแล้วยังมีราคาถูกกว่าในหลายประเทศ
ทั้งนี้ ซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก ยังมีแผนขายหุ้นในสินทรัพย์บางรายการลงอีกด้วย หลังจากที่รัฐบาลต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมากขึ้นและมีรายได้ลดลง จากราคาน้ำมันโลกที่ลดลงถึง 2 ใน 3 จากช่วงกลางปี 2014 ที่ผ่านมา
บลูมเบิร์กรายงานว่า ซาอุดิระเบียต้องจัดทำงบประมาณขาดดุลถึง 9.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.53 ล้านล้านบาท) ในร่างงบประมาณปี 2016 ซึ่งเป็นงบฉบับแรกภายใต้กษัตริย์ซัลมาน ที่ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อช่วงต้นปี โดยซาอุดิอาระเบียกำหนดรายได้จากน้ำมันลดลงถึง 15% อยู่ที่ 6.08 แสนล้านริยาล (ราว 5.85 ล้านล้านบาท) และเพิ่มงบประมาณรายจ่ายอีก 13% เป็น 9.75 แสนล้านริยาล (ราว 9.38 ล้านล้านบาท) คาดว่ารายได้จากน้ำมันที่เคยมีสัดส่วนถึง 89% ของรายได้ทั้งหมดในปีที่แล้ว จะเหลือ 70% ในปีหน้า
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันโลกเมื่อคืนวันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมา ลดลงถึงเกือบ 3% และฉุดให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงหนัก โดยน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสลดลง 1.29 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 36.81 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนต์ลงไปแตะ 35.98 เหรียญสหรัฐ ระหว่างการซื้อขายหรือต่ำสุดตั้งแต่ปี 2004 ก่อนจะปิดที่ 36.31 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
รอยเตอร์สรายงานว่า ตลาดกังวลกับปัจจัยการผลิตที่ล้นสต๊อกจากการเตรียมผลิตและส่งออกเพิ่มของอิหร่าน และยังมาจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจจีนและญี่ปุ่นที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ด้วย โดยมีรายงานว่าญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันต่ำสุดในรอบ 46 ปี จากการค้าและการบริโภคในประเทศที่ซบเซาลง
อย่างไรก็ตาม ราคาในการซื้อขายที่ตลาดเอเชียเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ได้ปรับขึ้นมาเล็กน้อย น้ำมันเวสต์เทกซัสขึ้นไปอยู่ที่ 37.02 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่เบรนต์อยู่ที่ 36.82 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เนื่องจากสภาพอากาศในอเมริกาเหนือและยุโรปเริ่มกลับมาหนาวขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่อบอุ่นอย่างผิดปกติก่อนหน้านี้ แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าในระยะยาวแล้วราคาจะยังลงต่อเนื่องจากภาวะโอเวอร์ซัพพลายและแรงซื้อที่ยังอ่อนแรง







