posttoday
อาเซียนใต้เงาจีน-ญี่ปุ่น อินโดฯแนะ‘เล่นให้เป็น’

อาเซียนใต้เงาจีน-ญี่ปุ่น อินโดฯแนะ‘เล่นให้เป็น’

28 ธันวาคม 2558

ภาวะราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำในปี 2015 ได้ฉุดให้เศรษฐกิจอินโดนีเซียซบเซาลงหนักที่สุดประเทศหนึ่งในอาเซียน แต่ก็มิได้หลุดจากวงโคจรของเวทีโลก โดยอินโดนีเซียได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ที่สหรัฐ และยังเนื้อหอมในข้อเสนอโครงการลงทุนรถไฟความเร็วสูงระหว่าง “จีน” และ “ญี่ปุ่น” ที่กำลังช่วงชิงอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภาวะราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำในปี 2015 ได้ฉุดให้เศรษฐกิจอินโดนีเซียซบเซาลงหนักที่สุดประเทศหนึ่งในอาเซียน แต่ก็มิได้หลุดจากวงโคจรของเวทีโลก โดยอินโดนีเซียได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ที่สหรัฐ และยังเนื้อหอมในข้อเสนอโครงการลงทุนรถไฟความเร็วสูงระหว่าง “จีน” และ “ญี่ปุ่น” ที่กำลังช่วงชิงอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“บัมบัง บรอดโจเนโกโร” รัฐมนตรีคลังของอินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า ไม่ได้มีเพียงอินโดนีเซียประเทศเดียวเท่านั้นที่อยู่ในเวทีการแข่งขันชิงความเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคระหว่างจีนและญี่ปุ่น ยังมีหลายประเทศในอาเซียน เช่น มาเลเซีย และไทย ที่ได้รับข้อเสนอโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง

ทว่า สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ การชิงความได้เปรียบจากการแข่งขันของทั้งสองประเทศนี้

บัมบัง เปิดเผยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซียกับจีนและญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมานั้น มีบทบาทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ญี่ปุ่นอยู่ในฐานะนักลงทุนรายใหญ่ มีอัตราการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) มากที่สุด ในขณะที่จีนเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ มีการนำเข้าถ่านหินและสินค้าโภคภัณฑ์ปริมาณมากเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่สถานการณ์ในวันนี้ได้เปลี่ยนไป จีนเปลี่ยนจากเศรษฐกิจการผลิตไปสู่เศรษฐกิจบนการบริโภค ส่วนญี่ปุ่นก็ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา

รัฐบาลจาการ์ตาจึงต้องหาวิธีเข้าไปเล่นในการแข่งขันของ 2 ประเทศนี้ โดยสำหรับจีนนั้น จะเข้าไปเจาะเอฟดีไอของจีนที่กำลังไปลงทุนในต่างประเทศมหาศาล สะท้อนว่าจีนมีศักยภาพที่จะเป็นผู้ลงทุนแล้วในวันนี้ อินโดนีเซียยังต้องเปลี่ยนรูปแบบการค้าขายกับจีนใหม่ จากเดิมที่เน้นการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก ไปเป็นผู้ผลิตสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคแทน โดยยกตัวอย่างของประเทศไทย ที่ส่งออกสินค้าประเภทนี้ไปจีน ทำให้ได้ประโยชน์จากการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีน และไม่ได้รับผลกระทบมากเหมือนอินโดนีเซีย

ส่วนญี่ปุ่นเองก็ยังคงต้องการไปลงทุนในต่างประเทศจากปัญหาสังคมผู้สูงอายุในประเทศ และนโยบายลูกศร 3 ดอก อาเบะโนมิกส์ รวมถึงการซื้อคืนพันธบัตร (คิวอี) ก็ยังทำให้เอฟดีไอของญี่ปุ่นขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งอินโดนีเซียเองก็ต้องการเจาะเอฟดีไอของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

“ตราบใดที่การแข่งขันยังเล่นกันตามกฎ ศึกนี้ก็จะเป็นประโยชน์ไม่ใช่แค่กับอินโดนีเซียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาเซียนในภาพรวมด้วย” บัมบัง กล่าว

บัมบัง มองว่า การลงทุนในกลุ่มอาเซียนด้วยกันนั้นยังมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มอาเซียน ลบ 5 ที่ประกอบด้วย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ซึ่งควรส่งเสริมให้มีการลงทุนภายในกลุ่มสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 

การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ถือเป็นก้าวสำคัญที่มีการรับรองแผนงานประชาคมเออีซี 2015 ไปแล้ว แม้ว่าจะเลื่อนจากต้นปีเป็นปลายปี และยังไม่สามารถวัดผลการดำเนินงาน (สกอร์การ์ด) ได้เต็มร้อยก็ตาม แต่บัมบัง ยืนยันว่าอาเซียนไม่สามารถรอนานกว่านี้ได้ เพราะการแข่งขันกำลังเข้มข้นขึ้น

แม้การรวมกลุ่มเป็นตลาดร่วมยูโรโซนของสหภาพยุโรป (อียู) จะทำให้ได้เห็นทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ในภาพรวมแล้ว การเป็นตลาดร่วมก็ยังให้ประโยชน์มากกว่า การรวมกลุ่มกันทำให้อาเซียนกลายเป็นตลาดที่มีพลวัตมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

“ภายใต้บริบทปัจจุบัน ทั้งประเทศไทยและอินโดนีเซียต่างก็มีความได้เปรียบ โดยมีทั้งจุดแข็งและความได้เปรียบในการแข่งขัน เราทั้งคู่ต่างก็อยู่ในสถานะที่พร้อมกว่าอีกหลายชาติ หากเออีซีเดินหน้าไปได้สวย” บัมบัง ซึ่งยังเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาการของธนาคารโลก กล่าว

ทว่า ที่ยังเป็นอีกตัวแปรสำคัญไม่แพ้กันก็คือ ข้อตกลงเขตการค้าเสรีพหุภาคีที่กำลังมาเคาะประตูบ้านของแต่ละประเทศอาเซียน ทั้ง
ทีพีพี ที่นำโดยสหรัฐ และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ที่นำโดยจีน

บัมบัง กล่าวว่า หลังจากที่ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ประกาศเจตนารมณ์ที่จะเข้าร่วมระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐ เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา อินโดนีเซียก็กำลังเร่งศึกษาในเชิงลึกถึงข้อตกลงทีพีพี

เพราะทีพีพีไม่ใช่แค่ข้อตกลงการค้า แต่ยังมีผลกระทบถึงเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้าง และจะเป็นตัวเร่งให้ต้องมีการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในฝั่งอินโดนีเซียเอง หากเข้าร่วมก็จะเจาะตลาดสหรัฐได้ แต่ในระดับโลกก็ยังมีตลาดอื่นๆ ทั้งจีน เอเชียตะวันออก และยุโรป ซึ่งล่าสุดอินโดนีเซียกำลังเร่งเจรจาเอฟทีเอกับอียูที่มีการเริ่มมาก่อนหน้านี้แล้ว

“ผมเชื่อว่านี่เป็นสภาพเศรษฐกิจแบบเดียวกันที่ทั้งโลกกำลังเผชิญอยู่ เราต้องไม่ถูกมัดอยู่ในกรอบ และพร้อมที่จะจับมือดำเนินการเชิงรุกกับใครก็ได้ เพราะเราไม่สามารถจำกัดตลาดเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของโลกได้ แต่ต้องเข้าไปเปิดตลาดให้ได้มากที่สุด ทุกวันนี้การส่งออกของเราติดลบเพราะพึ่งพาตลาดจีน อาเซียน และเอเชียตะวันออกมากเกินไป เราจึงต้องขยายตลาดเพิ่มขึ้นไปยังแอฟริกา หรือที่ใหม่ๆ ผมเชื่อว่านี่คือบทบาทใหม่ของเกมในวันนี้ เราไม่สามารถโฟกัสข้อตกลงใดเพียงฉบับเดียวได้ คุณต้องยืดหยุ่นและเปิดกว้างรับทุกโอกาสให้ได้มากที่สุด” รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซีย กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน