
มะกันจ่อเลิกห้ามส่งออกน้ำมัน
สหรัฐเตรียมผ่านร่างงบประมาณ เปิดทางยกเลิกห้ามส่งออกน้ำมันดิบครั้งแรกรอบ 40 ปี
สหรัฐเตรียมผ่านร่างงบประมาณ เปิดทางยกเลิกห้ามส่งออกน้ำมันดิบครั้งแรกรอบ 40 ปี
ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า สหรัฐอาจยกเลิกมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันดิบไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี ซึ่งจะส่งผลต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกตามมา โดยเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายและภาษีฉบับล่าสุดในสหรัฐ
พอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน เปิดเผยว่า ในการพิจารณาร่างงบประมาณเมื่อคืนวันที่ 15 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้เสนอให้มีการยกเลิกมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐ ไปพร้อมกับข้อเสนออื่นๆ ด้วย อาทิ การเพิ่มงบประมาณรายจ่ายด้านกลาโหม และรายจ่ายอื่นๆ ในประเทศ
ไรอัน กล่าวว่า สหรัฐจะไม่เกิดกรณีปิดหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล (ชัตดาวน์) ซ้ำรอยเดิมอีก โดยสภาคองเกรสจำเป็นต้องอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณระยะสั้นเพิ่ม เนื่องจากร่างงบประมาณปัจจุบันจะหมดอายุลงตอนเที่ยงคืนวันที่ 16 ธ.ค.นี้ โดยจะมีการลงคะแนนเสียงในร่างงบประมาณ 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 39 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะจัดสรรงบยาวไปจนถึงเดือน ก.ย. 2016
มิทช์ แมคคอนเนล ผู้นำเสียงข้างมากแห่งวุฒิสภาสหรัฐ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน ระบุว่า ร่างงบประมาณดังกล่าวจะส่งผลให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่หมดอายุแล้วมีผลบังคับใช้ไปตลอด ซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจสหรัฐ และหวังว่าคองเกรสจะอนุมัติร่างดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เจฟฟ์ เมอร์กลี วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต กล่าวว่า การยกเลิกมาตรการส่งออกน้ำมันดิบเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง และพรรคจะคัดค้านข้อเสนอเรื่องสิทธิทางภาษี เนื่องจากคาดว่าจะใช้งบประมาณมากเกินควร ซึ่งจะทำให้สหรัฐขาดดุลงบประมาณมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ไรอัน คาดว่าร่างงบประมาณดังกล่าวจะได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส และได้รับการยอมรับจากทั้งสองพรรคการเมืองในท้ายที่สุด
ทั้งนี้ มาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐมีการประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 1975 เพื่อช่วยพยุงราคาน้ำมัน หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันตกต่ำระหว่างปี 1973-1974 อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่าหากมีการยกเลิกมาตรการดังกล่าวลง ก็อาจต้องเสียเวลาอีกระยะกว่าที่สหรัฐจะสามารถดำเนินการส่งออกน้ำมันดิบ ในปริมาณที่จะส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกได้ จากปัจจุบันที่เป็นการส่งออกน้ำมันสกัดจากหินน้ำมัน (เชลออยล์) เป็นหลัก
ภาพ...เอเอฟพี







