
ดาวควบดูปองท์4.6ล้านล้าน
ทำดีลสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ เก็งดีลกิจการเกษตรภัณฑ์เพิ่ม
ทำดีลสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ เก็งดีลกิจการเกษตรภัณฑ์เพิ่ม
ดาวควบดูปองท์ 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หลังเคมีภัณฑ์แย่ เกษตรกรลดรายจ่าย
บริษัท ดาว เคมิคอล ตกลงควบรวมทุกภาคส่วนกับ บริษัท ดูปองท์ ด้วยมูลค่า 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.6 ล้านล้านบาท) ซึ่งมากกว่าคาดการณ์เดิมไว้ที่ 1.2 แสนล้านบาท (ราว 4.3 ล้านล้านบาท) และสูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์สหรัฐ รวมถึงยังกลายเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ขณะเดียวกัน แอนดรูวลิเวอริส วัย 61 ปี ผู้บริหารสูงสุด (ซีอีโอ) ของดาว จะกลายเป็นประธานบริหารของบริษัทหลังควบรวม ในขณะที่ เอ็ด บรีน วัย 59 ปี ซีอีโอของดูปองท์ จะกลายเป็นซีอีโอของบริษัทใหม่ โดยภายหลังการควบรวม บริษัทจะแตกออกเป็น 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคเกษตร วัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์เคมีพิเศษอื่นๆ เช่น แผงพลังงานแสงอาทิตย์
บริษัททั้ง 3 ส่วนดังกล่าว จะเป็นรูปแบบบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และอาจใช้เวลามากกว่า 18-24 เดือน การควบรวมกิจการดังกล่าวจึงจะเสร็จสมบูรณ์
“การควบรวมครั้งนี้เป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับอุตสาหกรรมของพวกเรา และสะท้อนวิสัยทัศน์อันสูงสุดที่พวกเรามีมามากกว่าทศวรรษ ซึ่งคือการรวมบริษัทที่มีนวัตกรรมทรงอำนาจและเป็นผู้นำด้านวัสดุศาสตร์เข้าด้วยกัน” ลิเวอริส กล่าว
สำหรับการควบรวมกิจการดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าทั้งสองบริษัทสามารถผ่านการตรวจสอบการผูกขาดมาได้ สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ บรรดานักวิเคราะห์และทนายความต่างคาดการณ์ว่า ดาวและดูปองท์จะสามารถผ่านการพิจารณาต่อต้านการผูกขาดของสหรัฐมาได้
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ในช่วงปี 2015 ที่ผ่านมา มีข่าวลือเกี่ยวกับแนวโน้มการควบรวมกิจการทั่วภาคอุตสาหกรรมการเกษตร หลังจากที่ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลง ทำให้เกษตรลดการใช้จ่ายและกลายเป็นปัจจัยลบต่อรายได้ของบริษัทเคมีภัณฑ์
นอกจากนี้ ดาวและดูปองท์ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันสูงภายในอุตสาหกรรมกับคู่แข่งอย่างซินเจนตา มอนซานโต และเบเยอร์อีกด้วย
ก่อนหน้านี้ มอนซานโต บริษัทเมล็ดพันธุ์พืชขนาดใหญ่ของโลกมีแผนการจะควบรวมกิจการซินเจนตา บริษัทผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรของสหรัฐ แต่ถอนแผนการควบรวมกิจการดังกล่าวไป โดย ฮิวจ์ แกรนท์ ซีอีโอของมอนซานโต เปิดเผยเมื่อเดือน พ.ย. ยังคงสนใจเข้าซื้อซินเจนตาอยู่
“ทุกคนต่างเจรจากับอีกคนกันไปทั่วอุตสาหกรรม” แกรนท์ กล่าว
ก่อนหน้านี้ ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา มอนซานโต วางแผนจะปลดพนักงานออก 2,600 ล้านคนทั่วโลกในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยในไตรมาสที่ผ่านมามอนซานโตขาดทุนสุทธิ 495 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.77 หมื่นล้านบาท) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 156 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5,600 ล้านบาท)







