
หวั่นหนี้เน่าแบงก์อาเซียนพุ่ง
กังวลหนี้เน่าพุ่งปีหน้า เศรษฐกิจชะลอตัว หุ้นแบงก์อาเซียนร่วงต่ำสุดรอบ 6 ปี
กังวลหนี้เน่าพุ่งปีหน้า เศรษฐกิจชะลอตัว หุ้นแบงก์อาเซียนร่วงต่ำสุดรอบ 6 ปี
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างบรรดานักวิเคราะห์ว่า ความกังวลต่อระดับหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ของธนาคารต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะปรับตัวขึ้นอีกในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2016 ท่ามกลางเศรษฐกิจภูมิภาคที่ชะลอตัวลง เช่นเดียวกับการส่งออกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกลง รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ส่งผลให้มูลค่าหุ้นธนาคารในภูมิภาคต่ำสุดรอบ 6 ปี
โจลีน ซีโตห์ ผู้อำนวยการฝ่ายหุ้นเอเชียนอกญี่ปุ่น ธนาคารยูโอบีในสิงคโปร์ เปิดเผยว่า ต้นทุนในการขอสินเชื่อยังคงสูง เนื่องจากธนาคารต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พยายามที่จะปรับโครงสร้างหนี้และประมาณการหนี้สินสูง โดยต้นทุนในการขอสินเชื่อจะปรับสูงขึ้นอีกในปีหน้า ก่อนปรับลดลงเมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มมีเสถียรภาพ
“พวกเรามีมุมมองที่ไม่ดีนักต่อธนาคารในอาเซียน จากเศรษฐกิจชะลอตัวในภูมิภาค” ซีโตห์ กล่าว
ขณะเดียวกัน อัมรีเสิร์ช บริษัทวิจัยการลงทุนของมาเลเซีย เปิดเผยว่า สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพของไทยอยู่ที่ 2.78% ของสินเชื่อทั้งหมด อินโดนีเซียอยู่ที่ 2.4% และมาเลเซียอยู่ที่ 1.6% ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่า อัตราส่วนดังกล่าวจะปรับตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดราว 4% ทั่วภูมิภาค
ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยและไทยพาณิชย์ มีรายได้ลดลงในไตรมาส 3 จากหนี้เสียของบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (เอสเอสไอ) ที่ยุติการผลิตเหล็กที่โรงงานเอสเอสไอทีไซด์ ในอังกฤษ โดยทั้ง สอง ธนาคารแบกรับหนี้อยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท
ด้านธนาคารอินโดนีเซียเผชิญปัญหาในส่วนเหมือง ทำให้รายได้ของ 10 ธนาคารใหญ่ร่วงลงไปมากสุดในรอบ 10 ปี เช่น ธนาคารแมนดิรี ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย ที่อัตราส่วนมูลค่าหุ้นต่อมูลค่าตามบัญชีอยู่ที่ 1.6 เท่า ปรับตัวลดลง 28% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี
ขณะที่รายได้ของธนาคารในมาเลเซียลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 และมีการปรับโครงสร้างหนี้เสียเพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนของการปรับโครงสร้างหนี้สูงถึง 98.1% เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
คุมซอกชิง หัวหน้าฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ธนาคารเครดิตสวิสในสิงคโปร์ เปิดเผยว่า แม้ระดับหนี้เสียของธนาคารในปัจจุบันจะยังไม่ถึงระดับวิกฤต แต่หนี้เสียก็สะท้อนการขยายตัวของภาคเอกชน และบรรดาภาคเอกชนในภูมิภาคกำลังเผชิญกับสภาพคล่องการไหลเวียนของกระแสเงินสด โดยในบรรดา 3 ประเทศดังกล่าว มาเลเซียเสี่ยงที่จะมีกำไรลดลงมากที่สุด ในขณะที่สิงคโปร์ยังดำเนินไปได้ด้วยดี เนื่องจากงบดุลยังแข็งแกร่ง







