
‘ฮู’เล็งแถลงปิดฉาก ยุติการระบาดH1N1
องค์การอนามัยโลกเตรียมประกาศสิ้นสุดการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เอช1เอ็น1
องค์การอนามัยโลกเตรียมประกาศสิ้นสุดการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เอช1เอ็น1
บลูมเบิร์ก รายงานเมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยอ้างแหล่งข่าวสองคนในองค์การอนามัยโลก (ฮู) ซึ่งเปิดเผยว่า คณะกรรมการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลกอาจจะมีการประชุมกันในสัปดาห์หน้า เพื่อที่จะศึกษาและทบทวนข้อมูลการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เอช1เอ็น1 ที่ได้จากหลายประเทศทั่วโลก และอาจจะมีการเสนอให้ทางฮูประกาศสิ้นสุดการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เอช1เอ็น1 ภายในเดือนนี้
มากาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก จะต้องเป็นผู้ที่ตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว ว่าจะยังคงเฝ้าจับตาและระมัดระวังโรคดังกล่าวเป็นพิเศษต่อไปอีกหรือไม่ ขณะที่ปัจจุบันไม่มีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้น หรือเกิดภาวะดื้อยาแต่อย่างใด
เกรกอรี ฮาร์ทัล โฆษกของฮู กล่าวว่า การตัดสินใจของชานจะขึ้นอยู่กับว่า ไวรัสชนิดดังกล่าวมีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างไร ส่วนวันที่จะมีการประกาศภาวะสิ้นสุดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุใหม่ยังไม่มีการกำหนดอย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือน มิ.ย. 2552 ฮูได้ปรับการเตือนเฝ้าระวังเชื้อโรคดังกล่าวในระดับที่ 6 ซึ่งถือเป็นระดับสูงที่สุด หลังจากพบการระบาดของเชื้อในสหรัฐและเม็กซิโกได้ราว 2 เดือน
รายงานของฮูเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมาระบุว่า ในเวลานี้เชื้อดังกล่าวมีอัตราการแพร่กระจายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกในระดับต่ำมาก หลังจากที่ได้คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 1.83 หมื่นคน
“พื้นที่ซีกโลกใต้ยังคงไม่สิ้นสุดช่วงฤดูของไข้หวัด ดังนั้นเราต้องเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด” ฮาร์ทัล กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การรับมือกับเชื้อดังกล่าวยังกลายเป็นประเด็นที่ทำให้ฮูได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยวารสาร บริติช เมดิคัล เจอร์นัล (บีเอ็มเจ) เขียนรายงานชิ้นหนึ่งลงในวารสารฉบับเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ฮูถูกครอบงำโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้รับเงินจากบริษัทยารายใหญ่อย่าง โรช ของสวิตเซอร์แลนด์ และแกล็กโซสมิตไคลน์ของอังกฤษ
ตั้งแต่มีการระบาดของเชื้อดังกล่าว ซึ่งสร้างความตื่นกลัวให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก บริษัทยาสามารถกอบโกยรายได้จากการขายวัคซีน และยาต้านเชื้อไวรัสไปได้กว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.2 แสนล้านบาท) โดยบริษัทโรชมียอดจำหน่ายยาต้านไวรัสทามิฟลูไปได้กว่า 3,580 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.16 แสนล้านบาท) ขณะที่บริษัท แกล็กโซสมิตไคลน์ มีรายได้จากผลของการระบาดของโรคดังกล่าวราว 3,780 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.22 แสนล้านบาท)







