
อาเซียนเลื่อนการบรรลุข้อตกลงค้าเสรี "อาร์เซป" ไปเป็นปี2016
ผู้นำอาเซียนเห็นชอบเลื่อนการบรรลุเป้าหมายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคจากปี2015 ไปเป็น 2016 พร้อมลงนาม 2 ปฏิญญาอาเซียน
ผู้นำอาเซียนเห็นชอบเลื่อนการบรรลุเป้าหมายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคจากปี2015 ไปเป็น 2016 พร้อมลงนาม 2 ปฏิญญาอาเซียน
นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัก ของมาเลเซีย เปิดเผยว่า ผู้นำประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ตกลงเลื่อนบรรลุเป้าหมายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (อาร์เซป) ออกไปภายในปี 2016 จากเดิมที่คาดว่าจะบรรลุการเจรจาช่วงปลายปี 2015 เพื่อขยายเวลาสำหรับการร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์ของประเทศที่เข้าร่วม
ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ร่วมระบุว่า บรรดาชาติสมาชิกอาร์เซปเห็นพ้องว่าควรเลื่อนการบรรลุความตกลงดังกล่าวออกไป จากปลายปี 2015 เป็นภายในปี 2016 ซึ่งอาร์เซปจะส่งผลดีต่อการบูรณาการทางเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงยังก่อให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกด้วย
"การเจรจาในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับประเทศสมาชิกที่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันในหลักการสำคัญ อาทิ การค้า และการลงทุน ทั้งนี้ การจะบรรลุความตกลงดังกล่าว ต้องใช้เวลาในการหารือมากกว่านี้" ผู้นำมาเลเซียกล่าว
ความร่วมมืออาร์เซปเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2012 ซึ่งผลักดันโดยจีน ถือเป็นความร่วมมือระหว่าง 16 ประเทศสมาชิก หรืออาเซียนบวก 6 ได้แก่ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์ โดยจะนำไปสู่การบูรณาการทางเศรษฐกิจร่วมกัน ด้วยการลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนในกลุ่มประเทศสมาชิก ทั้งนี้ อาร์เซปคิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ ผู้นำอาเซียนได้ลงนามในปฏิญญา 2 ฉบับ ได้แก่ ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ว่าด้วยการจัดตั้งประชาคมอาเซียน 2015 และปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ว่าด้วยอาเซียน 2025 ก้าวหน้าไปด้วยกัน
ทั้งนี้ ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยอาเซียน 2025 จะเป็นการวางเป้าหมายของประชาคมอาเซียนในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยเน้นไปที่การจัดการอุปสรรคทางการค้า เพื่อให้เกิดเสรีการค้าอย่างแท้จริง รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน อาทิ การแก้ปัญหาความยากจน สิ่งแวดล้อม แรงงาน การจัดการภัยพิบัติ และการศึกษา
ในขณะเดียวกัน หลิว เจินเมิน รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศของจีนระบุว่า จีนจะจัดหางบสนับสนุนมูลค่า 560 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้แก่ประเทศด้อยพัฒนาในอาเซียน ภายในปี 2016 และจะปล่อยเงินกู้สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐแก่ประเทศอาเซียนด้วย
ด้านทางการญี่ปุ่นร่วมมือกับธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) สนับสนุนเงินทุนมูลค่า 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย โดยจะเริ่มจัดตั้งกองทุนพิเศษจัดการเงินก้อนแรกจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) ในเดือน มี.ค. 2016 โดยความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลา 5 ปี







