posttoday
เครื่องนุ่งห่มวอนรัฐ 4 ข้อ กู้วิกฤตขีดแข่งขัน

เครื่องนุ่งห่มวอนรัฐ 4 ข้อ กู้วิกฤตขีดแข่งขัน

09 พฤศจิกายน 2558

ขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

ขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย กำลังเผชิญความท้าทายหลากหลายด้านและหลากหลายระดับ ผู้ประกอบการทั้งรายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ ต่างต้องหาแนวทางรับมือความท้าทายทั้งปัจจุบันและอนาคต

ยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ฉายภาพว่า ในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มนั้น มีผู้ประกอบการรายเล็กอยู่มากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 80% ส่วนใหญ่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ บางกลุ่มมีแนวโน้มจะได้รับผลแง่บวกจากนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาล แต่บางรายที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในย่านโบ๊เบ๊ ประตูน้ำ กำลังเผชิญความท้าทายจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมา ที่จะส่งสินค้าเข้ามาตีตลาดในไทยมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีจีนเข้ามาตีตลาดจำนวนมากอยู่แล้ว

“ตอนนี้ถ้าจะแข่งเรื่องราคา ทำไม่ได้แล้ว เพราะสินค้าเขามีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า สิ่งที่เรายังได้เปรียบอยู่ตอนนี้คือความเร็วเท่านั้น เนื่องจากผลิตอยู่ในประเทศ”

สำหรับผู้ประกอบการรายกลาง มีจำนวนประมาณ 15% แต่ทั้งหมดสร้างมูลค่าการส่งออกให้แก่อุตสาหกรรมถึง 20% ช่วงที่ผ่านมา รายกลางที่เน้นส่งออกไปสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ก็มีสถานการณ์ค่อนข้างแย่อยู่แล้ว เมื่อมีเรื่องความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) เข้ามาก็ยิ่งแย่ เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่สร้างมูลค่าการส่งออกให้แก่อุตสาหกรรมราว 60% ก็กำลังเผชิญความท้าทายเรื่องทีพีพีเช่นกัน

ล่าสุด ในการประชุมและสัมมนาของสมาคมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข้อสรุป 4 ข้อที่จะเสนอภาครัฐ โดยฝาก วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศ ไทย (สทร.) และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผลักดันไปสู่ภาครัฐผ่านทางทั้งสองสภา

1.ให้ภาครัฐแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกทีพีพี และเจรจาในกรอบที่ทำได้ เพราะการแสดงเจตจำนงเข้าร่วมจะส่งผลทางจิตวิทยาอย่างมากต่อลูกค้า ให้ยังมั่นใจสั่งสินค้าจากไทยต่อ 2.ชี้แจงแก่ทั้งภาคส่วนที่จะได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ให้ชัดเจน ว่าหากเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมแล้ว จะมีแนวทางในการช่วยเหลือ เยียวยาผู้เสียประโยชน์หรือผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร เพราะปัจจุบันยังไม่มีใครรู้ว่าปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ภาครัฐจะแก้ไขอย่างไรบ้าง

3.ตั้งคณะศึกษาร่วมระหว่างหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ ภาคเอกชนจากอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ อุตสาหกรรมที่เสียประโยชน์ ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นที่เกี่ยวข้อง

“การศึกษาเรื่องนี้ต้องไม่ใช่แค่คณะศึกษาของกระทรวงพาณิชย์ และไม่ใช่ศึกษาผ่านโมเดลหรือผลกระทบของประเทศอื่นที่เข้าร่วม แต่เราต้องศึกษาผ่านบริบทของประเทศไทย ว่าระยะ 3-5 ปีข้างหน้าไทยจะได้รับผลอย่างไรบ้างจากการเข้าหรือไม่เข้าทีพีพี”

4.เร่งเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซป) ให้เสร็จสิ้นได้ตามกรอบเวลา เพราะอาร์เซปน่าจะพอช่วยเหลือได้บ้าง หากการเจรจาทีพีพีไม่ประสบความสำเร็จ หรือหากเจรจาทีพีพีสำเร็จด้วย ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในตลาดต่างๆ ให้ไทยเพิ่มขึ้นอีก

ปัจจุบัน ภาคเอกชนไทยเองมองโอกาสการขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนามเพิ่มขึ้นด้วย ในอดีตกลุ่มที่ไปลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเครื่องนุ่งห่ม แต่หลังจากนี้กลุ่มต้นน้ำเองน่าจะขยายการลงทุนไปยังเวียดนามเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากเวียดนามกำลังต้องการนักลงทุนเข้าไปดำเนินการในอุตสาหกรรมต้นน้ำของสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจำนวนมาก เพราะที่ผ่านมาเวียดนามไม่ค่อยมีอุตสาหกรรมต้นน้ำ แต่ข้อตกลงทีพีพีระบุให้ใช้วัตถุดิบจากประเทศสมาชิกในทีพีพีเท่านั้น จึงจะได้สิทธิภาษี 0%

ทั้งนี้ เวียดนามให้สิทธิประโยชน์การลงทุนอุตสาหกรรมสิ่งทอในระดับสูงสุด ต่อจากนี้สมาคมอาจประสานกับทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพิ่มเติม เพื่อให้เป็นหน่วยงานกลางในการเจรจาพื้นที่การลงทุน ขอข้อมูล รวมถึงหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อให้ช่วยแก้ไขปัญหาภาษีซ้อนกรณีส่งเงินกลับประเทศไทย อันส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน

“สุดท้าย อยากให้มีการมาพูดคุยร่วมกันแล้วลงมือแก้ปัญหาจริงๆ ไม่อยากให้กลายเป็นเพียงการโต้ตอบไปมาบนหน้าหนังสือพิมพ์ระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้วเรื่องก็เงียบไป”

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา