
จับตาเมียนมาวุ่นหลังเลือกตั้ง
เปิดคูหาเลือกตั้งทั่วเมียนมาสุดคึกคัก ประชาชนรอคิวใช้สิทธิแน่น สื่อชี้ขั้วการเมืองยังแรงไม่พร้อมประนีประนอม ขาดนโยบายชัดเจน
เปิดคูหาเลือกตั้งทั่วเมียนมาสุดคึกคัก ประชาชนรอคิวใช้สิทธิแน่น สื่อชี้ขั้วการเมืองยังแรงไม่พร้อมประนีประนอม ขาดนโยบายชัดเจน
เมื่อวันที่ 8 พ.ย. บรรยากาศการเปิดคูหาเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมาเป็นไปอย่างคึกคัก หลายหน่วยเลือกตั้งมีประชาชนเดินทางมารอคิวลงคะแนนตั้งแต่ก่อนการเปิดให้ลงคะแนนในเวลา 6.00 น. และจะปิดลงคะแนนในเวลา 16.00 น. ทั้งนี้เมียนมามีประชากรประมาณ 51 ล้านคน มีผู้มีสิทธิลงคะแนน 33 ล้านคน ขณะที่รัฐสภาและรัฐบาลชุดปัจจุบันจะหมดวาระในวันที่ 30 ม.ค. 2559
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า การเลือกตั้งทั่วไปครั้งสำคัญของเมียนมานับแต่มีการเปิดประเทศให้หย่อนบัตรเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2011 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในวันนี้อย่างคึกคัก ทว่านักวิเคราะห์หลายสำนักระบุว่า การเลือกตั้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหาทางการเมืองหลายอย่างที่รอการแก้ไข ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ชนะก็ตาม
ถั่นมินอู นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เมียนมา กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญมากกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คือ การสร้างความเชื่อมั่น การประนีประนอม และเจรจาแลกประโยชน์ซึ่งกันและกัน ระหว่างฝ่ายที่แพ้และชนะ แต่จากการหาเสียงที่ผ่านมาสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่พร้อมที่จะเจรจากันเท่าใดนัก
ก่อนหน้านี้ อองซานซูจี เลขาธิการพรรคเอ็นแอลดี ประกาศว่าจะเป็นผู้นำเหนือประธานาธิบดี หากพรรคฝ่ายค้านได้รับชัยชนะ ขณะที่ประธานาธิบดีเต็งเส่งได้ออกวิดีโอผ่านเฟซบุ๊ก ว่า เมียนมาจะเป็นประชาธิปไตยได้ก็จากกระบวนการเปลี่ยนผ่านอย่างสงบเรียบร้อย และส่งสัญญาณเตือนเป็นนัยว่าประเทศอาจเผชิญเหตุจลาจลลุกเป็นไฟ เหมือนการประท้วงในตะวันออกกลาง หากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นมา
ด้าน อูเมียตโค นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง กล่าวกับเมียนมา ไทม์ส ว่า ทั้งพรรคฝ่ายค้านและพรรครัฐบาลยังขาดการหาเสียงด้านนโยบายที่ชัดเจนมากพอว่าจะนำเมียนมาพัฒนาไปอย่างไรทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง
คริสเตียน ลูอิส ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของยูเรเซีย กรุ๊ป กล่าวว่า พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) และพรรคพันธมิตร คาดว่าจะได้รับคะแนนเสียงอย่างล้นหลาม หลังจากที่การหาเสียงเลือกตั้งสามารถดึงความสนใจของผู้สนับสนุนหลายแสนคนทั่วประเทศได้
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญอยู่ที่ความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง และการที่รัฐบาลยังสามารถกุมอำนาจแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติได้ถึง 25% ทำให้พรรคฝ่ายค้านจำเป็นต้องได้รับเสียงอย่างถล่มทลายในจำนวนที่นั่ง 664 ที่นั่ง ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้มีพรรคการเมืองมากถึงกว่า 90 พรรค
ด้าน ซีเอ็นบีซี ระบุว่า บรรดานักลงทุนต่างจับตาการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างมาก เนื่องจากเมียนมากำลังอยู่ในช่วงการปฏิรูปเศรษฐกิจและการลงทุนด้วย ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า หากพรรคเอ็นแอลดีได้รับชัยชนะจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางใด เนื่องจากยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารประเทศและเศรษฐกิจมาก่อน
ภาพ...เอเอฟพี







