posttoday
เคาะแผน 5 ปี จีนขอโตพอเพียง 6.5%

เคาะแผน 5 ปี จีนขอโตพอเพียง 6.5%

04 พฤศจิกายน 2558

จีนลดเป้าหมายเติบโตทางเศรษฐกิจ 2016-2020 เหลือ 6.5% เน้นขยายความมั่งคั่งให้ครอบคลุม ลุยปฏิรูปภาคการเงิน

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

จีนลดเป้าหมายเติบโตทางเศรษฐกิจ 2016-2020 เหลือ 6.5% เน้นขยายความมั่งคั่งให้ครอบคลุม ลุยปฏิรูปภาคการเงิน

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน แถลงถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2016-2020 หรือแผน 5 ปีฉบับใหม่ อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวานนี้ โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่าปีละ 6.5% ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เศรษฐกิจจีนจะเผชิญกับยุคการเติบโตปานกลางถึงสูง ที่ต่ำกว่าระดับ 7% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคของ เติ้งเสี่ยวผิง ในช่วงทศวรรษ 70

เว็บไซต์สำนักข่าวซินหัว กระบอกเสียงของทางการจีน ระบุว่า การกำหนดเป้าหมายเติบโตปานกลางตลอดช่วงระยะเวลา 5 ปีข้างหน้านี้ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของจีนที่จะเพิ่มผลิตภัณฑ์มวล
รวมในประเทศ (จีดีพี) จากในปี 2010 ให้ขยายตัวเป็น 2 เท่า อยู่ที่ 12 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2020

“เศรษฐกิจจีนนั้นยังสามารถที่จะรักษาการขยายตัวในระดับประมาณ 7% ได้อยู่ แต่ก็ต้องเผชิญกับความผันผวนมากขึ้นเช่นกัน” สีจิ้นผิง กล่าว พร้อมระบุด้วยว่า การค้าโลกคาดว่าจะยังคงซบเซาไปอีกต่อเนื่อง จึงอาจฉุดให้การลงทุนและการบริโภคภายในของจีนเติบโตช้าลง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากหนี้ในระดับสูงอีกด้วย

ผู้นำจีนยังให้ความสำคัญกับการลดช่องว่างและกระจายความมั่งคั่ง โดยกล่าวว่า การคงการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับปานกลางถึงสูงนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการสร้างสังคมอันมั่งคั่งพอประมาณให้ครอบคลุมเพียงพอ โดยปัจจุบันจีนมีอัตราจีดีพีต่อหัวอยู่ที่ 8,000 เหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ที่ 3.6 หมื่นเหรียญสหรัฐ และสหรัฐที่ 5.58 หมื่นเหรียญสหรัฐ

“รัฐบาลจีนยังต้องการรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงต่อไป ในขณะที่ความคาดหวังต่อนโยบายของรัฐเริ่มลดลงเล็กน้อย ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่โตน้อยลง หรือนิวนอร์มอล โดยที่ยังต้องสามารถคงความเชื่อมั่นของประชาชนเอาไว้ด้วย” เถาตง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียโดยไม่รวมญี่ปุ่น ของเครดิต สวิส กรุ๊ป กล่าวกับบลูมเบิร์ก

นอกจากการกำหนดเป้าหมายจีดีพีระยะ 5 ปีแล้ว จีนยังพยายามที่จะเพิ่มการปฏิรูปภาคการเงิน โดยเฉพาะการปฏิรูปเงินหยวนอย่างมีแบบแผน ภายในปี 2020 ส่งเสริมให้เงินหยวนเข้าไปเป็นหนึ่งใน
ตะกร้าสกุลเงินสำรองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการนโยบายค่าเงิน โดยที่ประชุมตกลงที่จะให้มีการซื้อขายและใช้เงินหยวนได้อย่างเสรีตามกลไกตลาดภายในปี 2020

ขณะที่นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนนั้น จะปล่อยให้เสรีมากขึ้นอย่างมีเงื่อนไข โดยจะให้บริษัทเอกชนสามารถดำเนินการซื้อขายได้อย่างเสรีตราบใดที่ไม่ผิดกฎเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้

“กรอบระยะเวลาของการปฏิรูปเงินหยวนนั้น ออกมาตามที่มีการคาดหมายไว้ก่อนหน้านี้ แต่การจะให้เงินหยวนเคลื่อนไหวได้อย่างเสรีจริง ทางการจีนจำเป็นต้องพัฒนาระบบการเงิน ซึ่งรวมถึงภาคธนาคาร ตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตรให้ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการปฏิรูปเหล่านี้ก็จำเป็นต้องใช้เวลาอีกสักพัก” นาธาน โชว นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารดีบีเอส สาขาฮ่องกง กล่าว

ทั้งนี้ แผน 5 ปี ฉบับแรกภายใต้การนำของ สีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง มีขึ้นในขณะที่ทั่วโลกกำลังจับตาอย่างหวั่นวิตกต่อภาวะเศรษฐกิจจีน ซึ่งนอกจากการผลิตและการค้าที่ซบเซาลงแล้ว จีนยังเผชิญกับวิกฤตการณ์ตลาดหุ้น และค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าเหนือความคาดหมาย เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา จนเขย่าความเชื่อมั่นของตลาดทุนโลกไปด้วย

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI