
"ไอเอส" ไม่มีอาวุธสอยเครื่องรัสเซีย
ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยอังกฤษชี้กลุ่มไอเอสไม่มีอาวุธที่สามารถยิงเครื่องบินรัสเซียได้
ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยอังกฤษชี้กลุ่มไอเอสไม่มีอาวุธที่สามารถยิงเครื่องบินรัสเซียได้
เพียงไม่นานหลังจากเกิดเหตุเครื่องบินแอร์บัส A321 ของรัสเซียตกบริเวณภูขาเมืองอาริช ประเทศอียิปต์ กลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส ได้ออกแถลงการณ์ว่านักรบประสบความสำเร็จในการยิงเครื่องบินของรัสเซีย ตามมาด้วยการเผยแพร่คลิปที่อ้างว่าเป็นเครื่องบินลำดังกล่าวก่อนจะตกลงสู่พื้นดิน จนสร้างความหวาดกลัวให้สายการบินทั่วโลก และพากันหลีกเลี่ยงเส้นทางบินในคาบสมุทรไซนายของอียิปต์ อาทิ สายการบินเอมิเรตส์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลุฟท์ฮันซาของเยอรมนี และแอร์ฟรานซ์ของฝรั่งเศส ขณะที่บริติชแอร์เวย์ของอังกฤษยังคงเส้นทางบินดังกล่าวไว้ แต่ได้ออกคำเตือนห้ามให้นักบินบินต่ำกว่าความสูง 25,000 ฟุตเหนือคาบสมุทรไซนาย
ทว่า ล่าสุด คำกล่าวอ้างของไอเอสดูเหมือนจะเป็นเรื่องลวงโลกเสียแล้ว เมื่อ ไมเคิล คลาร์ก ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยอังกฤษ (RUSI) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซีย้ำว่า เป็นไปไม้ได้ที่ไอเอสจะอยู่เบื้องหลังเหตุดังกล่าว เนื่องจากทางกลุ่มก่อการร้ายไม่มีอาวุธที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำลายล้างเครื่องบินที่บินในความสูงระดับเดียวกับเครื่องบินแอร์บัส ซึ่งบินเหนือพื้นดินถึง 31,000 ฟุตก่อนจะประสบอุบัติเหตุ
คลาร์ก ให้ความเห็นว่าไอเอสมีเพียงเครื่องยิงมิสไซล์แบบประทับบนบ่า ซึ่งเป็นอาวุธพิสัยใกล้ที่มีอานุภาพทำลายเครื่องบินขณะกำลังขึ้นหรือลง หรือบินในระดับความเร็วและความสูงต่ำๆ ไม่เกิน 8,000-9,000 ฟุตเท่านั้น ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่เครื่องบินพาณิชย์ลำนี้จะถูกกลุ่มก่อการร้ายยิงจากพื้นดิน ต่างจากเที่ยวบิน MH17 ของมาเลเซียที่ถูกขีปนาวุธต่อต้านมิสไซล์ BUK ซึ่งใช้ในกองทัพรัสเซียยิงตก ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มก่อการร้ายในตะวันออกกลางไม่มีอาวุธทำลายล้างสูงในครอบครอง
นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า สาเหตุการตกนั้นไม่น่าจะเกิดจากการขัดข้องของเครื่องยนต์ เพราะหากเกิดกรณีดังกล่าวนักบินจะต้องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือและประกาศภาวะฉุกเฉิน แต่กัปตันของเครื่องบินลำนี้ไม่ได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือใดๆ ไปยังหอควบคุมการบิน แต่น่าจะมาจากการระเบิดจากภายในมากกว่า
สอดคล้องกับคำยืนยันของ อเล็กซานเดอร์ เนราดโก หัวหน้าหน่วยการบินของรัสเซีย ที่เผยว่า เครื่องบินแอร์บัส A321 แตกกระจายออกกลางอากาศ
อย่างไรก็ดี เมื่อปี 2001 เครื่องบินลำเกิดเหตุเคยประสบปัญหาในการลงจอดที่สนามบินในกรุงไคโรของอียิปต์ ทำให้นักบินต้องควบคุมการลงจอดด้วยมือแทน จนตัวเครื่องส่วนหางกระแทกกับรันเวย์จนเสียหาย หลังจากนั้นทางสายการบินได้ซ่อมแซมและนำเครื่องกลับมาให้บริการใหม่อีกครั้งกระทั่งเกิดเหตุในที่สุด ทำให้คณะกรรมการการสอบสวนสาเหตุการตกต้องพิจารณาด้วยว่าอุบัติเหตุเมื่อ 14 ปีก่อนทำให้ตัวเครื่องเสียหายจนเกิดการระเบิดกลางอากาศได้หรือไม่
เมื่อปี 2002 เครื่องบินโบอิ้ง 747 ของสายการบินไชน่า แอร์เวย์ส ก็ประสบเหตุเครื่องแตกกระจายกลางอากาศขณะบินอยู่ในระดับความสูง 35,000 ฟุต จนผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตทั้งลำ 225 คน โดยค้นพบว่าเมื่อ 22 ปีก่อนเกิดเหตุ ส่วนหางของเครื่องบินลำนี้เคยกระแทกพื้นเช่นกัน
ส่วนร่างของผู้เสียชีวิตที่กู้ขึ้นมาได้ 163 ร่าง ถูกลำเลียงกลับไปยังรัสเซียเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลและส่งให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป
ภาพ...เอเอฟพี







