
เศรษฐกิจโลกแย่ ฉุดเอกชนสหรัฐ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
บริษัทเอกชนสหรัฐเดินหน้าประกาศผลกำไรในไตรมาส 3 โดยบริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่ เช่น ไมโครซอฟท์ กูเกิล และอเมซอน ที่ต่างมีผลกำไรที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นมากกว่า 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.8 ล้านล้านบาท) และทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกบริษัทที่รายงานผลกำไรเพิ่มขึ้น สำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า ผลกำไรและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวลงถึง 1 ใน 3 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี โดยมีรายได้ปรับตัวลดลง 2.8% ของหุ้นของแต่ละบริษัทจากช่วงไตรมาส 3 ปีก่อน
รอยเตอร์ส คาดการณ์ว่า ภาคส่วนพลังงานจะได้รับผลกระทบหนักจากราคาน้ำมันตกต่ำอีกด้วย โดยผลกำไรของบริษัทพลังงานสหรัฐจะปรับลงถึง 65% ในปี 2015 นี้ โดยผลกำไรของบริษัทน้ำมันใหญ่ เช่น เอ็กซอนโมบิล โรยัล ดัชต์ เชลล์ เชฟรอน และบีพี จะประกาศในสัปดาห์นี้
นอกจากนี้ ภาคส่วนวัสดุพื้นฐานจะเผชิญกำลังกำไรหดตัว 17% ในปี 2015 นี้ เมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ยอดขายอุตสาหกรรมเองก็จะปรับลงมากกว่า 5%
ยกตัวอย่างบริษัทที่กำลังย่ำแย่ เช่น สามเอ็ม (3M) บริษัทผู้ผลิตวัสดุ ประกาศปรับลดคนงานออก 1,500 ตำแหน่ง หรือแคทเตอร์พิลลาร์ อิงค์ ผู้ผลิตเครื่องจักรกลหนักรายใหญ่ของโลกเองก็ปรับลดคาดการณ์กำไรในปี 2015 นี้ และปรับลดคนงานอีก 1 หมื่นคน หลัง
ความต้องการเครื่องจักรปรับตัวลง
สอดคล้องกับ แดเนียล ฟลอร์เนส หัวหน้าฝ่ายการเงิน (ซีเอฟโอ) ของฟาสเตนัล โค บริษัทวัสดุสินค้าโรงงาน เปิดเผยว่า ลูกค้า 1 ใน 3 จาก 100 บริษัทชั้นนำ ปรับลดค่าใช้จ่ายลง 10% ในขณะที่เกือบ 1 ใน 5 ปรับลดค่าใช้จ่ายลงมากกว่า 25%
“สิ่งแวดล้อมภาคอุตสาหกรรมกำลังอยู่ในช่วงถดถอย” ฟลอร์เนส กล่าว
ด้านหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมสหรัฐเผชิญกับปัจจัยลบหลายอย่าง เช่น การปรับตัวลงของราคาน้ำมันที่ทำให้ความต้องการซื้อเครื่องจักรขุดเจาะปรับลดลง และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและตลาดเกิดใหม่ที่เป็นตลาดของสินค้าสหรัฐ รวมถึงการแข็งค่าของเหรียญสหรัฐหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2015 นี้อีกด้วย
จากปัจจัยดังกล่าว วอลสตรีท เจอร์นัล คาดการณ์ว่า ผลกำไรและรายได้ของบริษัทอุตสาหกรรมจะยังคงอยู่ในหดตัวต่อไป เนื่องจากเฟดอาจมีแนวโน้มจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2015 นี้ และอาจเลื่อนไปจนถึงปี 2016 ส่งผลให้ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ต่อไป
อย่างไรก็ตาม จอห์น กอร์แมน หัวหน้าฝ่ายค้าขายพันธบัตรเอเชีย-แปซิฟิก ของโนมูระ โฮลดิ้งส์ เปิดเผยว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) เมื่อวันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา จะช่วยให้ความผันผวนในตลาดหลักทรัพย์ลดลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด
“การลดดอกเบี้ยของพีบีโอซีลดโอกาสที่ความผันผวนจะกระจายออกจากจีน ซึ่งเป็นเหตุผลที่เฟดเลือกที่จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเมื่อเดือน ก.ย.” กอร์แมน กล่าว แม้ระบุว่าเฟดจะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 27-28 ต.ค.นี้
ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ส่งสัญญาณจะขยายมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ออกไปอีก หลังประกาศใช้ไปรวม 1.1 ล้านล้านยูโรแล้ว (ราว 43 ล้านล้านบาท) โดยอัตราเงินเฟ้อปรับลงไปต่ำกว่า 0% เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา จากเป้าหมายที่ 2% ของอีซีบี
ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เอง มาตรการซื้อคืนพันธบัตรมูลค่า 80 ล้านล้านเยน (ราว 23 ล้านล้านบาท) ในไตรมาส 3 เอง ก็เริ่มซื้อคืนพันธบัตรในอัตราที่มากกว่าไตรมาสก่อน โดยช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. บีโอเจซื้อคืนพันธบัตรไปเฉลี่ย 9.3 ล้านล้านเยน/เดือน เมื่อเทียบกับเฉลี่ย 9 ล้านล้านเยน/เดือน ในช่วงไตรมาส 2
อย่างไรก็ตาม แม้บีโอเจจะเร่งซื้อคืนพันธบัตรแล้ว แต่จากผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เมื่อวันที่ 29 ก.ย.-2 ต.ค. คาดการณ์ว่า บีโอเจน่าจะขยายเดดไลน์การซื้อคืนพันธบัตรออกไปอีก โดยการซื้อคืนพันธบัตรของบีโอเจแตกต่างกับของเฟดและอีซีบีที่กำหนดเป้าหมายในแต่ละเดือนชัดเจน







