
เวียดนาม-มาเลย์ฉายแววรุ่ง ส่งออกพุ่งหลังทีพีพี
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
หลังจาก 12 ประเทศเอเชียแปซิฟิกบรรลุความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) โดยมีเรื่องใหญ่เกี่ยวกับการค้าเสรีแบบยกภูมิภาคที่ครอบคลุมเศรษฐกิจโลกถึง 40% แล้วใครที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากการค้าเสรีดังกล่าว
สถาบันเศรษฐกิจระหว่างประเทศปีเตอร์สัน ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐ เปิดเผยว่า ประเทศเล็กที่เน้นการส่งออกเป็นหลักอย่างเวียดนามและมาเลเซียจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปิดการค้าเสรียกภูมิภาค โดยคาดการณ์การค้าของเวียดนามจะเพิ่มขึ้น 10.5% และมาเลเซียจะเพิ่มขึ้น 5.6% ภายในปี 2025
ในขณะที่การส่งออกไปยังประเทศสมาชิกทีพีพีของเวียดนามอาจเพิ่มขึ้นมากถึง 29% และมาเลเซียอีกเกือบ 12% เลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่า ประเทศที่เล็กกว่าในเอเชียจะได้ประโยชน์จากการค้าเสรีดังกล่าว เนื่องจากก่อนหน้านี้ทั้งเวียดนามและมาเลเซียยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่มีความต้องการซื้อวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่เวียดนามและมาเลเซียผลิตได้มาก
หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ทีพีพีประกอบไปด้วยข้อตกลงการค้าที่ลดหรือปลอดภาษีในหลายภาคส่วนอุตสาหกรรม และการตกลงเข้าร่วมทีพีพีของเวียดนามและมาเลเซีย อาจทำให้ทั้งสองประเทศดังกล่าวก้าวขึ้นมาแข่งขันกับจีนและไทย ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกข้อตกลงดังกล่าว
วอลสตรีท เจอร์นัล ยังระบุว่า สำหรับเวียดนามจะได้รับประโยชน์จากการส่งออกสิ่งทอออกไปยังสหรัฐเกือบปลอดภาษี จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 17% โดยสหรัฐมีการนำเข้าสิ่งทอจากเวียดนามคิดเป็นมูลค่า 1.08 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.89 แสนล้านบาท) นับตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ค.ที่ผ่านมา
ในขณะที่มาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางพาราและน้ำมันปาล์มรายใหญ่ รวมถึงยังเป็นผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เอง ก็มีการส่งออกสินค้าและบริการไปสหรัฐคิดเป็นมูลค่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ วอลสตรีท เจอร์นัล ยังรายงานอีกด้วยว่า ภาคการผลิตและอุตสาหกรรมสินค้าส่งออกในเวียดนามและมาเลเซีย ได้เพิ่มการผลิตเพื่อเตรียมตัวส่งออกหลังบรรลุข้อตกลงทีพีพีแล้ว
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงการค้าเสรียกภูมิภาคมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยล่าสุด ฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยกับทีพีพี ซึ่งริเริ่มโดยประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ใน 2 ส่วนหลัก คือ ทีพีพีจำเป็นต้องป้องกันการแข่งขันกันอ่อนค่าเงินเพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออก และจะต้องให้ความสำคัญกับผู้ป่วยมากกว่านี้
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า นอกเหนือจาก ฮิลลารี คลินตัน ยังมีผู้วิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงดังกล่าวอีกมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกันที่เกรงว่าทีพีพีจะกระทบต่อการจ้างงานภาคการผลิต กระทบต่อมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และส่งผลให้ราคายาปรับตัวขึ้นอีกด้วย
ปัญหาราคายาที่สูงขึ้น เป็นผลมาจากการที่ข้อตกลงดังกล่าวพยายามปกป้องบริษัท ไบโอเทคโนโลยี ผู้ผลิตยา จากการลอกเลียนแบบให้ราคาต่ำกว่าในแต่ละประเทศ ด้วยการขยายระยะเวลาสิทธิบัตรขั้นต่ำในแต่ละประเทศเป็นอย่างน้อย 5 ปีหรือมากกว่า ซึ่งถือเป็นประเด็นที่แต่ละประเทศโต้แย้งในการเจรจาก่อนหน้านี้อีกด้วย
แม้เวียดนามและมาเลเซียจะมีทีท่าจะไปได้ดี แต่ในด้านตลาดเงิน ล่าสุด โจเซ วินัลส์ ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและตลาดทุนของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกโรงเตือนว่า ตลาดเงินทั่วโลกยังไม่มีเสถียรภาพ และความเสี่ยงได้เคลื่อนออกจากประเทศพัฒนาแล้วไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่
ความเสี่ยงดังกล่าวเกิดจากการที่สภาพเศรษฐกิจทั้งตลาดเกิดใหม่และพัฒนาแล้วมีแนวโน้มชะลอตัวลงติดต่อกันเป็นปีที่ 5 ในขณะที่การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินเหรียญสหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ถือครองหนี้สินเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะในฮังการี เม็กซิโก อินโดนีเซีย และชิลี
นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟ ยังชี้ให้เห็นว่า ภาคเอกชนและบรรดาธนาคารพาณิชย์มีการกู้ยืมมากเกินไป รวมกันถึง 3.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และยังพบว่าอาจมีแนวโน้มดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย จีน ตุรกี และบราซิล เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้







