
กำไรอุตสาหกรรมมังกรดิ่งเหว
รายงานสัดส่วนกำไรภาคอุตสาหกรรมจีนปรับตัวลงต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2011 ตามสภาพเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการลงทุนชะงัก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
รายงานสัดส่วนกำไรภาคอุตสาหกรรมจีนปรับตัวลงต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2011 ตามสภาพเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการลงทุนชะงัก สร้างแรงฉุดตลาดหุ้นดิ่งตัวทั่วโลก
สถาบันสถิติแห่งชาติจีน (เอ็นบีเอส) เปิดเผยว่า สัดส่วนผลกำไรของอุตสาหกรรมจีนในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมารูดลงถึง 8.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่รัฐบาลตัดสินใจเปิดเผยตัวเลขดังกล่าวเมื่อเดือน ต.ค. 2011
บลูมเบิร์ก ระบุว่า การปรับตัวลงอย่างรวดเร็วของกำไรภาคอุตสาหกรรม เกิดจากผลกำไรที่ลดลงมาจากธุรกิจผลิตถ่านหิน น้ำมัน และโลหะ โดยผลกำไรของธุรกิจเหมืองถ่านหินปรับลงถึง 64.9% ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนกำไรของอุตสาหกรรมภาคน้ำมันและก๊าซขยับลงถึง 67.3% และธุรกิจเหล็กมีสัดส่วนกำไรปรับตัวลดลงถึง 51.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
เหอปิง นักวิเคราะห์ของเอ็นบีเอส กล่าวว่า การปรับตัวลดลงของกำไรมีขึ้นตามการร่วงลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ รวมไปถึงการขยับลงของอัตราผลตอบแทนการลงทุน และการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
เอ็นบีเอส ระบุว่า เกิดจากความผันผวนของค่าเงินหยวน ส่งผลให้ต้นทุนด้านการเงินของภาคเอกชนเมื่อเดือนที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นถึง 23.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นฝั่งเอเชียปรับตัวลงถ้วนหน้า โดยดัชนีเอ็มเอสซีไอตลาดเกิดใหม่ย่อตัวลง 0.2% เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ตามเวลาท้องถิ่นในฮ่องกง สำหรับดัชนีชี้วัดตลาดหุ้นในไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย ปรับตัวลดลงถึง 0.4%
ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเคลื่อนไหวในระดับที่ต่ำที่สุดในรอบสัปดาห์ ก่อนจะพลิกกลับมาปิดตลาดในแดนบวก เนื่องจากกรณีเข้าซื้อหุ้นของธุรกิจเทคโนโลยีในช่วงเย็น
รายงานระบุว่า สภาพตลาดหุ้นขาลงรวมถึงการอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน กลายเป็นความท้าทายใหม่สำหรับจีน เนื่องจากจีนยังคงเผชิญกับปัญหาการผลิตล้นเกินความต้องการ สภาพความอ่อนแอในการลงทุนและภาคการผลิต โดยบลูมเบิร์ก คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนในเดือน ส.ค. ยังอยู่ที่ 6.64% ต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลจีนที่ 7%
“ภาคเอกชนกำลังเผชิญกับแรงกดดันในการประกอบธุรกิจอย่างหนัก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ และแรงกดดันสภาพเศรษฐกิจขาลงยังคงอยู่ในระดับสูง” หลิวซิ่วซี นักวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคของแบงก์ ออฟ คอมมิวนิเคชั่นส์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ดัชนีเงื่อนไขทางการเงินของจีนซึ่งจัดทำโดยบลูมเบิร์กปรับตัวในทิศทางบวกต่อเนื่องถึง 2 เดือน ฉายภาพให้เห็นว่า มาตรการผ่อนคลายทางการเงินของทางการซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 เดือน เริ่มส่งสัญญาณการผ่อนคลายทางการเงินในสภาพเศรษฐกิจจริงแล้ว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะส่งผลให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจจีนดีขึ้นและช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับอัตราการเติบโตของจีดีพีแดนมังกร โดยปัจจุบันเศรษฐกิจจีนยังเผชิญกับสภาพการส่งออกและการลงทุนที่ชะลอ เนื่องจากการแบกรับภาระหนี้จำนวนมหาศาล การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมถึงการออกโครงการของรัฐบาลจะช่วยให้เป็นทางออกสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน
“จากการที่นโยบายทางการเงินมีความผ่อนคลายอย่างมาก และอัตราการเติบโตของภาคเครดิตเริ่มฟื้นตัว ปัจจัยทั้งสองน่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจมีการเติบโตในไตรมาส 4 ของปีนี้” มาร์ก วิลเลียลส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ กล่าว







