posttoday
เฟดกังวลเศรษฐกิจโลก ขึ้นดอกเบี้ยต้องรอดูจีน

เฟดกังวลเศรษฐกิจโลก ขึ้นดอกเบี้ยต้องรอดูจีน

21 กันยายน 2558

ภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 0-0.25% เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานั้น จากถ้อยแแถลงของ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟดนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นครั้งแรกๆ ที่เฟดได้ส่งสัญญาณถึงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ โดยเฉพาะสถานการณ์จากประเทศจีนที่เกิดความวุ่นวายขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และการอ่อนค่าของเงินหยวนด้วย

ภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 0-0.25% เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานั้น จากถ้อยแแถลงของ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟดนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นครั้งแรกๆ ที่เฟดได้ส่งสัญญาณถึงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ โดยเฉพาะสถานการณ์จากประเทศจีนที่เกิดความวุ่นวายขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และการอ่อนค่าของเงินหยวนด้วย

ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานกึ่งวิเคราะห์ระบุว่า แม้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น เฟดจะอ้างอิงถึงปัจจัยจากภายนอกสหรัฐมาหลายครั้ง แต่ทว่าถ้อยแถลงของเยลเลนในครั้งล่าสุดได้แสดงให้เห็นถึงความกังวลต่อปัจจัยภายนอกอย่างชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ในตลาดทุนโลก ซึ่งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นภายนอกสหรัฐนั้นอาจจะเป็นอันตรายต่อการเติบโตของสหรัฐ และดัชนีเงินเฟ้อของสหรัฐด้วย

จากการส่งสัญญาณดังกล่าว จะทำให้นักลงทุนในสหรัฐต้องเริ่มให้น้ำหนักที่สมดุลกันมากขึ้นจากทั้งข้อมูลภายในสหรัฐ และข้อมูลเศรษฐกิจจากภายนอกประเทศ

“เห็นได้ชัดว่า เฟดได้อ้างอิงถึงปัจจัยภายนอกประเทศหลายครั้งในแถลงการณ์ครั้งนี้” เทด ทรูแมน นักวิชาการแลกเปลี่ยนอาวุโส ประจำสถาบันเศรษฐกิจระหว่างประเทศปีเตอร์สัน กล่าว

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า คำถามหลังจากนี้ไปก็คือว่าการตัดสินใจที่จะคงอัตราดอกเบี้ยของเฟดในครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นว่า เฟดจะเริ่มพักการใช้นโยบายทางการเงินที่รัดกุมแล้ว หรือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายไปในที่สุด เนื่องจากความวิตกกังวลที่มีต่อปัจจัยเศรษฐกิจภายนอกสหรัฐที่เกิดขึ้นในขณะนี้

รายงานชี้ด้วยว่า ข้อมูลจากทางเศรษฐกิจของสหรัฐเองนั้นค่อนข้างที่จะสร้างความสับสนพอสมควร ในขณะที่ตัวเลขดัชนีการว่างงานของสหรัฐปรับลดลงมาอยู่ในระดับปกติ แต่ทว่าอัตราการเติบโตของค่าจ้างแรงงานและดัชนีเงินเฟ้อนั้นยังฟุบตัวอยู่ และเป็นปัญหาสำคัญที่เฟดจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม แรนดอลล์ ครอซเนอร์ ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัย ชิคาโก บูธ สกูล ออฟ บิซิเนส ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ ให้ความเห็นว่า ท่าทีจากเฟดในครั้งนี้ไม่น่าจะเป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางนโยบายแต่อย่างใด แต่น่าจะเป็นการหยุดพักชั่วคราวตามสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป

“เมื่อเกิดความไม่แน่นอนขึ้นครั้งรุนแรงกับเขตเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก (จีน) ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของสหรัฐ รวมไปถึงผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมไปถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินนั้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่เฟดจะต้องพิจารณาปัญหาเหล่านั้นด้วย” ครอซเนอร์ กล่าว

ในถ้อยแถลงของเยลเลนเมื่อวันพฤหัสบดีนั้น ผู้ว่าการเฟดได้กล่าวอย่างชัดเจนถึงความอ่อนแอของตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมไปถึงการอ้างถึงเศรษฐกิจจีนที่ระบุถึง การขาดความ “ชำนาญ” ของทางการจีนในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น รวมไปถึงความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะความเชื่องช้าของจีนด้วย ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพิจารณาของผู้กำหนดนโยบายของเฟด

นอกจากนั้น เยลเลนได้ส่งสัญญาณเป็นนัยว่าอาจจะปล่อยให้ตลาดแรงงานกลับคืนสู่ภาวะร้อนแรงอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกระตุ้นให้ดัชนีเงินเฟ้อฟื้นตัวขึ้นสู่เป้าหมายที่ 2.0% ให้ได้ ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า เฟดอาจจะคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปนานกว่าที่นักวิเคราะห์คาดหมายก็เป็นได้

กระนั้นก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยกลับเห็นว่า การส่งสัญญาณของเฟดในครั้งนี้จะทำให้การคาดการณ์ถึงแนวโน้มนโยบายของเฟดเป็นเรื่องที่ทำได้มากขึ้น ในปัจจุบันนี้การสื่อสารของเฟดกับตลาดนั้นก็สร้างความสับสนมากขึ้นอยู่แล้ว

โรแบร์โต เปอร์ลี นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันคอร์นเนอร์สโตน มาร์โค ให้ความเห็นว่า การวางทิศทางนโยบายของเยลเลนนั้นแตกต่างจากผู้ว่าการธนาคารกลางคนก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็น เบน เบอร์แนนคี และ อลัน กรีนสแปน โดยการวางนโยบายของเยลเลนนั้นไม่ค่อยจะชัดเจนนัก

“เยลเลนไม่ได้วางทิศทางที่ชัดเจนว่า ทำไมถึงเป็นเรื่องเหมาะสมที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนปลายปีนี้ การขาดความชัดเจนนั้นได้สร้างความสับสนให้กับตลาดขึ้น และทำให้เกิดความไม่แน่นอน และทำให้เกิดความเสี่ยงในตลาดขึ้นอย่างไม่จำเป็นนัก” 

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า การตอบสนองของตลาดทุนในสหรัฐนั้นเป็นไปในทิศทางลบในทันทีหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐได้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับลดลงไปเมื่อวันศุกร์ถึง 290.16 จุด หรือ -1.74% ไปปิดที่ 16,384.58 จุด ส่วนเอสแอนด์พี 500 ปรับลดลงไป 32.17 จุด หรือ -1.62% ไปปิดที่ 1,958.03 จุด

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน