
หวั่นศก.เกิดใหม่หนี้ท่วม หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานกึ่งวิเคราะห์เตือนว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กำลังเผชิญหน้ากับภาระหนี้ที่สูงมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่ว่าจะในเดือน ก.ย.นี้ หรือในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าก็ตาม
ที่ผ่านมานั้น ต้นทุนการกู้ยืมในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้นเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่แล้ว อันเป็นผลมาจากการเติบโตที่ชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ ตลอดจนการส่งออกที่อ่อนแอและปริมาณหนี้ที่สูง ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากธนาคารกลางสหรัฐได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นจริง ก็จะยิ่งทำให้ดอกเบี้ยทั่วโลกปรับสูงขึ้นตามไปด้วย และจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมทั้งในและต่างประเทศ นอกเหนือไปจากที่การปล่อยเครดิตจะมีความรัดกุมมากขึ้นเช่นกัน
“ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นได้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพเครดิตที่ตึงตัว อันเป็นผลมาจากสภาพรวมของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง แต่ในตลาดเกิดใหม่หลายประเทศนั้นยังต้องการสภาพต้นทุนการกู้ยืมและเงื่อนไขการกู้ยืมที่ผ่อนคลายต่อไป” อเล็ก วอล์ฟ นักเศรษฐศาสร์ประจำบริษัทลงทุน สแตนดาร์ด ไลฟ์
อินเวสต์เมนต์ กล่าว
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 5 ปี ของรัฐบาลบราซิลนั้นได้เพิ่มสูงขึ้นถึง 6.5% ไปอยู่ที่ 15% แล้ว ขณะที่ในแอฟริกาใต้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรก็เพิ่มขึ้น 2.2% ไปอยู่ที่ 8% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน
สภาพการกู้ยืมที่ตึงตัวนั้นกำลังสร้างความเสี่ยงขึ้น เนื่องจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้นยังคงต้องพึ่งพาการกู้ยืมในตลาดตราสารและพันธบัตร เพื่อรักษาระดับการเติบโตเอาไว้ ดังนั้นเมื่อัตราดอกเบี้ยในโลกพุ่งสูงขึ้น หนี้ของประเทศเหล่านี้จึงมีความเสี่ยงตามไปด้วย
ทั้งนี้ ตามข้อมูลของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ระบุว่า ปริมาณหนี้ของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้นคิดเป็นสูงถึง 167% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ทีเดียว โดยเพิ่มขึ้นราว 50% นับตั้งแต่ปลายปี 2007
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานด้วยว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ก็คือ การส่งออก ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด โดยในช่วงที่ผ่านมานั้นการส่งออกของประเทศเหล่านี้มีความอ่อนแออย่างต่อเนื่อง ขณะที่การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและบริษัทเอกชนทั้งในบราซิล ตุรกี และจีนนั้น พบว่ามีการใช้จ่ายมากขึ้นกว่าในอดีตโดยเป็นการใช้จ่ายจากการกู้ยืม
ปัญหาเหล่านี้ได้ส่งผลให้หลายฝ่ายต้องหันมาจับตาว่า ภาครัฐของประเทศเหล่านี้จะสามารถรักษาการใช้จ่าย รวมไปถึงการจัดเก็บรายได้จากภาษี ตลอดจนการใช้นโยบายต่างๆ โดยที่จะไม่สร้างความเสี่ยงต่อการเป็นหนี้เสีย หรือสร้างแรงกดดันให้กับงบดุลของรัฐบาลได้อย่างไร
“การระดมทุนที่มีค่าใช้จ่ายมากขึ้นนั้น ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กำลังทำให้งบประมาณของภาครัฐเหือดแห้งลง” แอนดริว คอลคูฮุน ผู้หน้าฝ่ายจัดอันดับเครดิตประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ของฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าว โดยไม่นานมานี้ได้พบว่ารัฐบาลหลายประเทศได้ตัดลดรายจ่ายลงแล้ว ซึ่งก็ยิ่งเป็นการสร้างแรงกดดันให้กับการเติบโตของเศรษฐกิจด้วย
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เม็กซิโกได้ประกาศลดการใช้จ่ายลง 2.21 แสนล้านเปโซ ในการเสนองบประมาณครั้งล่าสุด หลังจากที่ก่อนหน้านั้นก็ตัดลดการใช้จ่ายไปแล้วถึง 1.24 แสนล้านเปโซ เพื่อกู้ความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนอีกครั้ง
ส่วนในบราซิลนั้น ภาครัฐได้เริ่มประกาศแผนการรัดเข็มขัดครั้งใหม่คิดเป็นมูลค่าราว 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อแก้ปัญหางบประมาณขาดดุล หลังจากที่สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ได้ปรับลดอันดับเครดิตของความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ของบราซิลลงไปอยู่ที่ระดับ “จังก์” หรือขยะแล้ว
นักวิเคราะห์ยังมองด้วยว่า สถานการณ์จะยิ่งย่ำแย่ขึ้นมากไปอีก ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น ถ้าหากธนาคารกลางสหรัฐได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินของกลุ่มประเทศเหล่านี้อ่อนตัวลง และสร้างความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเมื่อความเสี่ยงมีมากขึ้น ก็จะยิ่งดันให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เพราะความเชื่อมั่นต่อการชำระหนี้จะลดลง
“ปัญหามีมากขึ้นเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่ต้นทุนการกู้ยืมก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้น” เอ็ดเวิร์ด ตง ประธานอาวุโสจากบริษัท พาร์ทเนอร์ส กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนให้ความเห็น
กระนั้นก็ตาม ก็ยังมีนักวิเคราะห์อีกจำนวนหนึ่งที่เห็นว่า วิกฤตสำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะว่าหลายประเทศได้รู้จักวิธีการจัดการทางการเงินได้ดีกว่าในอดีตหลายปีที่ผ่านมา และส่วนใหญ่ก็ทำการกู้ยืมในรูปของสกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งช่วยป้องกันความเสี่ยงจากปัญหาเงินอ่อนค่าอย่างรุนแรงแล้ว







