
เวิลด์แบงก์เตือนเฟดขึ้นดอกเบี้ย เศรษฐกิจเกิดใหม่จ่อเน่า
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) มีกำหนดการประชุมในวันที่ 16-17 ก.ย.ที่จะถึงนี้ ท่ามกลางการจับตามองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2006 หรือไม่ หลังจากให้คำมั่นจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปี 2015 นี้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม การขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว หลายฝ่ายกังวลว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของสหรัฐเอง โดยธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ก็ได้ออกมาเตือนว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
คัวชิก บาซู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเวิลด์แบงก์ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะส่งผลให้เกิดความตระหนกและความวุ่นวายในตลาดหลักทรัพย์ของตลาดเกิดใหม่ ประกอบกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจะยิ่งทำให้การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเกิดผลกระทบทางด้านลบต่อเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ บาซู ยังระบุอีกด้วยว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะส่งผลให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกในประเทศตลาดเกิดใหม่ ในขณะเดียวกันค่าเงินเหรียญสหรัฐเองก็จะเกิดความผันผวนและแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐในท้ายที่สุด
“ผมไม่คิดว่าการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะก่อให้เกิดวิกฤตขนาดใหญ่ แต่จะเกิดความวุ่นวายขึ้นทันที ซึ่งเป็นผลมาจากการประสานระหว่างผลของการอ่อนค่าเงินของจีน โดยในระหว่างนี้จะก่อให้เกิดความตระหนกและวุ่นวายขึ้นบ้าง” บาซู กล่าว
นอกจากนี้ บาซู ยังเปิดเผยอีกด้วยว่า จากคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2015 ที่จะเติบโต 2.8% อาจชะลอตัวลงอีกจากปัญหาที่เกิดขึ้นในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากจีน
“จากทั้งหมดพวกเรากำลังมุ่งสู่ช่วงเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และจากช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนก็ทำให้เราเชื่อในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ยิ่งกว่าที่พวกเราเห็นเมื่อเดือน มิ.ย.ที่เป็นการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกล่าสุด” บาซู กล่าว
ไม่เพียงแต่หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเวิลด์แบงก์เท่านั้น ก่อนหน้านี้ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็เคยออกมาเตือนในลักษณะเดียวกัน เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์อีกหลายคนที่เห็นว่าตลาดเกิดใหม่จะได้รับผลกระทบหนักเมื่อเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ทั้งนี้ เฟดใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินอย่างมากนับตั้งแต่เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วงปลายปี 2007 และการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำดังกล่าวก็ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจโลกนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
อย่างไรก็ตาม โมฮัมเหม็ด อัล เอเรียน หัวหน้าที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจบริษัทให้บริการทางการเงินอลิแอนซ์ และประธานสภาพัฒนาเศรษฐกิจโลกของประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ เปิดเผยว่า ในขั้นแรกผลกระทบจากประเทศตลาดเกิดใหม่จะกระจายไปทั่ว รวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐ และในขั้นที่สอง เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ก็จะได้รับผลกระทบกลับมาจากเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ย่ำแย่ลงเช่นเดียวกัน
ในขณะเดียวกัน ประเทศที่เสี่ยงต่อการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดมากที่สุด เดวิด ลูแปง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายตลาดเกิดใหม่ ซิตี้กรุ๊ป กล่าวว่า หลังการขึ้นดอกเบี้ยเฟด จีนจะเกิดภาวะเงินทุนไหลออกอย่างหนัก และกลายเป็นความเสี่ยงใหม่อีกหนึ่งปัจจัยสำหรับเศรษฐกิจจีน
ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล รายงานอ้างแถลงการณ์ของกระทรวงการคลังประเทศจีน ว่า จีนจะใช้มาตรการทางการคลังเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งหมายรวมถึงการปรับลดอัตราการจัดเก็บภาษีให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ส่งผลให้นักลงทุนต่างคาดการณ์ว่าจีนจะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจอีก
จากการคาดการณ์ของนักลงทุนดังกล่าว ส่งผลให้ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่น ทะยานขึ้น 7.71% มากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2008 หรือ 1,343.43 จุด ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 1994 ในรูปของจุด และปิดตลาดที่ 18,770.51 จุด เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของจีน ปิดตัวแดนบวกที่ 2.2% เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา ตามหลังการปรับขึ้นในวันที่ 8 ก.ย. ที่ 2.9% อย่างไรก็ตามดัชนีดังกล่าวนับว่าสูญมูลค่าไปมากกว่า 40% นับตั้งแต่จุดสูงสุดของดัชนีดังกล่าวที่เดือน มิ.ย.







