
เอกชนอาเซียนหนี้พุ่ง6เท่า เสี่ยงวิกฤตล้มละลาย
บิ๊กเอกชนอาเซียนแบกหนี้พุ่ง 6 เท่า เทียบกับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง สกุลเงินท้องถิ่นร่วง ดอลลาร์แข็ง หวั่นผิดนัดชำระหนี้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
บิ๊กเอกชนอาเซียนแบกหนี้พุ่ง 6 เท่า เทียบกับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง สกุลเงินท้องถิ่นร่วง ดอลลาร์แข็ง หวั่นผิดนัดชำระหนี้
บลูมเบิร์กรายงานผลสำรวจบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน 100 แห่งซึ่งจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ พบว่า มีหนี้สินเพิ่มขึ้นสูงถึง 6 เท่า นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินเอเชียปี 1998 โดยมีสัดส่วนหนี้รวมกันสูงถึง 3.92 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 14.11 ล้านล้านบาท) เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อสินทรัพย์ปรับสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนที่ 31.7% จากเดิมที่ 29.5% ในปี 2010
บริษัททั้ง 100 แห่ง รวมถึงธุรกิจรายใหญ่อย่าง บริษัท ซีพี ออลล์ เจ้าของเครือข่ายร้านค้าปลีก เซเว่นอีเลฟเว่น ในไทย ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ที่ยังไม่หักภาษีและดอกเบี้ยต่อการจ่ายดอกเบี้ยที่ราว 1.3 เหรียญสหรัฐ/1 เหรียญสหรัฐ จากเดิมที่รายได้ 5 เหรียญสหรัฐ/1 เหรียญสหรัฐ
บลูมเบิร์กรายงานถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ด้านสื่อสารองค์กรรายหนึ่งของซีพี ออลล์ ซึ่งอธิบายว่าสัดส่วนหนี้ที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการ สยามแม็คโคร เมื่อปี 2013 อย่างไรก็ตามหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบสกุลเงินบาท ดังนั้นจึงไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงมากนักเมื่อสกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น
ขณะที่ เปตรอน ธุรกิจค้าปลีกพลังงานสัญชาติฟิลิปปินส์ มีสัดส่วนหนี้ต่อทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 10.6 เท่า จากเดิมที่ 5.4 เท่าเมื่อปี 2010 และทางบริษัทยังคงปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าว
ส่วน วิลมาร์ ธุรกิจปลูกปาล์มน้ำมันจากสิงคโปร์ มีสัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2,240 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.06 หมื่นล้านบาท) นับตั้งแต่ปี 2010 ขณะที่สัดส่วนหนี้ทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 20% โดยบริษัทอ้างว่าเกิดจากการขยายกิจการเข้าไปในอุตสาหกรรมน้ำตาล ซึ่งส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้นถึง 42%
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วอาเซียนและจีน ซึ่งส่งผลให้แรงซื้อชะลอตัวตามไปด้วย โดยอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนชะลอตัวมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1990 ขณะที่อินโดนีเซียเติบโตต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ส่วนสิงคโปร์มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2012
ด้าน ซิตี้กรุ๊ป ระบุในรายงานว่า กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่กว่าครึ่งต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่ำกว่าในปี 1995 หากคำนวณจากภาวะขาดดุลทั้งในดุลบัญชีเดินสะพัดและการคลัง และในปัจจุบันขณะที่รัฐบาลพยายามลดสัดส่วนหนี้ในต่างประเทศ กลุ่มธุรกิจกลับเพิ่มหนี้ในภาคส่วนดังกล่าว
นอกจากนี้ การปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) และการเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กลายเป็นสองปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดทุนไหลออกในอาเซียน จนส่งผลให้ค่าเงินริงกิตของมาเลเซีย และค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซีย อ่อนค่าลงต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997
อย่างไรก็ตาม เบิร์ตแรนด์ เจบูลีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดเรตติ้งของภาคธุรกิจของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ในสิงคโปร์ แสดงความเห็นว่า ถึงแม้ไม่มีความผันผวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แต่ปริมาณหนี้ในอาเซียนก็อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว
“เงินอ่อนค่าเป็นเพียงแค่น้ำตาลไอซิ่งบนหน้าเค้กเท่านั้น ปัญหาจริงๆ คือการแบกภาระหนี้จำนวนมากส่งผลให้ดุลบัญชีของภาคธุรกิจอ่อนแอลง” เจบูลีย์ กล่าว
นอกจากนี้ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ยังเปิดเผยรายงานด้วยว่า อัตราการเติบโตของหนี้ในรูปสกุลเงินต่างประเทศต่อหนี้ในสกุลเงินท้องถิ่นในมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เติบโตขึ้นจาก 2 เท่าเป็น 3 เท่า ระหว่างปี 2010-2014 โดยการกู้เงินจากสถาบันการเงินคิดเป็นสัดส่วน 30-50% เลยทีเดียว
ด้าน คิมจินฮา หัวหน้าฝ่ายการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศของ มีเร แอสเซท โกลบอล อินเวสต์เมนต์ ในกรุงโซล แสดงความเห็นว่า คุณภาพสินค้าในเอเชียปรับตัวลดลง ซึ่งถือว่าเป็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง
“ตราบใดที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว อัตราความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ยังเพิ่มขึ้น ถึงแม้จะเพิ่มขึ้นในอัตราปานกลางก็ตาม ทว่าธุรกิจที่มีหนี้สินจำนวนมากจะยิ่งลำบากเมื่อค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น” คิม ระบุ
ด้าน เหลียงไหว่ฮุง ผู้จัดการด้านการเงินของนิกโก แอสเซท แมเนจเมนต์ ในสิงคโปร์ แสดงความเห็นว่า ถึงแม้การดำเนินนโยบายปรับลดค่าเงินหยวนจะถือเป็นการสร้างความประหลาดใจให้กับตลาด ถึงกระนั้นนักลงทุนก็เชื่อมั่นว่ายังคงมีความผันผวนในตลาด และผลกระทบจะแพร่กระจายไปถึงสกุลเงินต่างชาติด้วย
ทั้งนี้ ราคาของสัญญาเครดิตอนุพันธ์ (ซีดีเอส) ของพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียปรับตัวสูงขึ้นทุกเดือนนับตั้งแต่เดือน ก.พ. ที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับ 259.6 จุด เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 2 ปี ขณะที่ซีดีเอสในมาเลเซียปรับตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี ที่ 202.8 จุด ส่วนทั่วเอเชียราคาซีดีเอสปรับตัวสูงถึง 22 จุด เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2014
สัญญาณการผิดนัดชำระหนี้ส่อเค้าตึงเครียดมากขึ้น และสร้างความกังวลให้กับทั่วโลกหลังจากมีตราสารหนี้ผิดนัดชำระหนี้ทั่วโลกถึง 71 แบบผิดนัดชำระหนี้แล้ว เปรียบเทียบกับในปี 2014 ซึ่งมีตราสารหนี้ผิดนัดชำระหนี้เพียง 60 แบบเท่านั้น







