
ตลาดเกิดใหม่ปล่อยเงินอ่อน สู้หยวน กู้ชีพส่งออก
เอเอฟพีรายงานอ้างนักวิเคราะห์ต่างประเทศมองว่า บรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั่วโลกนั้นกำลังปล่อยให้ค่าเงินของแต่ละประเทศอ่อนตัวลงไปเรื่อยๆ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
เอเอฟพีรายงานอ้างนักวิเคราะห์ต่างประเทศมองว่า บรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั่วโลกนั้นกำลังปล่อยให้ค่าเงินของแต่ละประเทศอ่อนตัวลงไปเรื่อยๆ เพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะหลังจากที่จีนประกาศลดอัตราอ้างอิงแลกเปลี่ยนเงินหยวนเมื่อสองสัปดาห์ก่อนถึง 3 ครั้งติดต่อกัน และหลังจากที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มแข็งตัวมากขึ้นถ้าหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้
ทั้งนี้ ค่าเงินหลายสกุลในเอเชียต้องประสบกับภาวะอ่อนตัวลงอย่างหนักในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทางด้าน คิต จุกส์ นักวิเคราะห์จากธนาคารโซซิเอเต เจเนราล ให้ความเห็นว่า ประเทศเศรษฐกิจ
เกิดใหม่เหล่านี้กำลังหวาดผวากับภาวะการไหลออกของเงินทุนครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นซ้ำถ้าหากเฟดประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริงในเดือนหน้า รวมไปถึงความหวาดกลัวต่อการอ่อนค่าเงินหยวน และภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และเหนืออื่นใดคือการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ
นอกจากนั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยที่สร้างความวิตกกังวลอย่างยิ่งก็คือการดิ่งตัวของราคาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติที่ฉุดให้ค่าเงินหลายสกุลอ่อนตัวลง หรือไม่ก็เป็นเหตุผลหลักสำคัญอีกประการที่ทำให้รัฐบาลหลายชาติต้องลดค่าเงินลงมา อย่างเช่น การเข้าแทรกแซงค่าเงินเทนเกของคาซัคสถานเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว เพื่อให้ค่าเงินเทนเกลอยตัวได้เป็นอิสระมากขึ้นตามราคาน้ำมัน เนื่องจากน้ำมันเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของคาซัคสถาน
ทั้งนี้ ผลการเข้าแทรกแซงดังกล่าวได้ทำให้ค่าเงินเทนเกอ่อนตัวลงไปถึง 23% ทีเดียว ไปอยู่ที่ 257 เทนเก/เหรียญสหรัฐ
ทางด้าน แจสเปอร์ ลอว์เลอร์ นักวิเคราะห์จากซีเอ็มซี มาร์เก็ต ระบุว่า ความเคลื่อนไหวของคาซัคสถานในครั้งนั้นมีเป้าหมายหลักที่จะทำให้สินค้าของคาซัคสถานยังคงศักยภาพการแข่งขันเอาไว้ให้มากที่สุด
“รัฐบาล และธนาคารกลาง (คาซัคสถาน) ตัดสินใจที่จะปล่อยให้ค่าเงินเป็นอิสระอย่างเต็มที่ก็เพื่อแข่งขันกับค่าเงินอื่นๆ ที่อ่อนตัวลงอย่างหนัก โดยเฉพาะค่าเงินของประเทศคู่ค้าสำคัญ 2 ประเทศของคาซัคสถาน นั่นก็คือ รัสเซีย และจีน”
ทั้งนี้ แม้ว่าจีนจะอ้างว่าการปรับค่าเงินหยวนลงนั้นมีขึ้นเพื่อให้กลไกตลาดมีส่วนในการกำหนดมูลค่าหยวนมากขึ้น แต่ทว่านักวิเคราะห์ต่างมองว่าจีนต้องการที่จะกระตุ้นภาคการส่งออกมากกว่า เนื่องจากเศรษฐกิจจีนนั้นมีสัญญาณของการชะลอตัวค่อนข้างหนักและรุนแรง โดยเฉพาะในภาคการส่งออก
เวียดนาม คืออีกตัวอย่างหนึ่งที่ต้องปล่อยให้ค่าเงินมีอิสระมากขึ้น โดยได้ประกาศขยายระยะห่างของการเปลี่ยนแปลงเงินหยวนให้ขึ้นลงมากขึ้นเป็น 3% จากเดิมที่ 1% และได้ประกาศลดค่าเงินด่องลงเป็นครั้งที่ 3 ของปีด้วย
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้เวียดนามรักษาศักยภาพการแข่งขันของสินค้าจากเวียดนามในตลาดโลกได้ต่อไป
ขณะที่รัสเซียนั้น ค่าเงินรูเบิ้ลได้อ่อนตัวลงอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่เศรษฐกิจรัสเซียเข้าสู่ภาวะชะลอตัว อันเป็นผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของโลกตะวันตก ซึ่งทำให้ค่าเงินรูเบิ้ลร่วงลงอย่างรุนแรงด้วย และส่งผลกระทบต่อเพื่อนบ้านไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม สำหรับอินโดนีเซียนั้น ค่าเงินรูเปียห์ได้ปรับลดลงเนื่องจากประสบกับภาวะกดดันทางราคาอันเนื่องมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกปรับตัวลดลงรุนแรง ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของอินโดนีเซีย
สำหรับบราซิลและตุรกีนั้น การอ่อนตัวของค่าเงินในสองประเทศนี้เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เช่นกัน รวมไปถึงปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมืองด้วย
“เป็นปัญหาทางด้านบรรยากาศที่ย่ำแย่ลงที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะจากราคาน้ำมัน หรือการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด แต่สำหรับค่าเงินบาทนั้นได้อ่อนตัวลงหลังจากเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ และการอ่อนตัวของเงินบราซิลส่วนใหญ่เป็นปัจจัยจากภาวะการเมืองและเศรษฐกิจ” จุกส์ กล่าว
ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยเสริมจากการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐยิ่งกดดันให้ค่าเงินของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้อ่อนตัวมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าหากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริงตามที่คาดการณ์กันเอาไว้ในเดือน ก.ย.นี้
จุกส์ มองว่า เมื่อระยะเวลาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดมาถึงจริงนั้น จะทำให้ผลตอบแทนของค่าเงินเหรียญสหรัฐนั้นสูงขึ้น และกลายเป็นสิ่งดึงดูดนักลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ามากขึ้นไปอีก
จุกส์ กล่าวว่า ภาวะดังกล่าวนั้นจะกระตุ้นให้เหล่านักลงทุนเริ่มทยอยถอนออกจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทันที หลังจากที่ก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างชาติได้หลั่งไหลเข้าไปลงทุนในประเทศเหล่านี้จนเกิดส่วนเกินขึ้นในช่วงที่เฟดใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้







