
ผู้นำออสซี่วอนอย่าทิ้งไทย เชื่อผลกระทบแค่ระยะสั้น
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
หลังจากเกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดอย่างรุนแรงที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อเย็นวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 22 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมากนั้น ทางด้าน นายกรัฐมนตรี โทนี แอบบอตต์ แห่งออสเตรเลีย ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ระเบิด พร้อมกับวิงวอนให้นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียเดินทางไปยังประเทศไทยต่อไปเพื่อไม่ให้ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ระเบิดในครั้งนี้บรรลุผลจากการข่มขู่ให้เกิดความกลัวขึ้น
นายกรัฐมนตรีแอบบอตต์ ของออสเตรเลีย ได้แถลงต่อรัฐสภาออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 17 ส.ค.นี้ โดยได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และย้ำว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ควรจะหยุดยั้งให้ชาวออสเตรเลียไปท่องเที่ยวสยามเมืองยิ้มแห่งนี้
“ไทยเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร ประชาชนออสเตรเลียหลายล้านคนมีความทรงจำที่ดีต่อการท่องเที่ยวประเทศไทย เพราะฉะนั้นชาวออสเตรเลียยังควรเดินทางไปเที่ยวประเทศไทยต่อไป เพราะเป้าหมายของมือวางระเบิดคือการข่มขู่ให้เรากลัวจากการเป็นตัวของเราเอง” แอบบอตต์ กล่าว
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ระบุว่า ได้เสนอความช่วยเหลือด้านการทหารให้กับองค์กรด้านความปลอดภัยของประเทศไทยแล้ว แม้จะไม่มีชาวออสเตรเลียบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็ตาม
กระนั้นก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความวิตกกังวลอย่างกว้างขวางในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยทางด้าน เกรก บาร์ตัน ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านก่อการร้ายจากมหาวิทยาลัยโมนาร์ช ในออสเตรเลีย ให้ความเห็นว่า ในขณะที่ยังไม่มีใครอ้างความรับผิดชอบที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ก็เป็นที่แน่นอนว่าการโจมตีครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่นักท่องเที่ยวโดยตรง
“พวกเขาจงใจให้เกิดการเสียเลือดเสียเนื้ออย่างไม่ต้องสงสัยเลย” บาร์ตัน กล่าว
ขณะที่ทางด้าน ฟิล ซิลเวสเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยวจากบริษัทประกันภัย ทราเวล อินชัวแรนซ์ ไดเรค ในออสเตรเลีย ให้ความเห็นว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้นักท่องเที่ยวออสเตรเลียอาจจะลังเลใจมากขึ้นที่จะเดินทางมายังไทยในระยะสั้นนี้ แต่กระนั้นก็เชื่อว่าการท่องเที่ยวของไทยจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
“เหตุการณ์เช่นนี้มักจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจต่อการเดินทางไปยังประเทศหนึ่งประเทศใดแน่นอน แต่ภาวะนี้จะอยู่ไม่นานนักเมื่อคนเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นและเข้าใจในสถานการณ์มากขึ้น” ซิลเวสเตอร์ กล่าวให้ความเห็น
กระนั้นผู้เชี่ยวชาญรายนี้ก็เตือนว่า ถ้าหากเกิดความรุนแรงขึ้นอีกก็จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงแน่นอน ไม่เพียงแต่จะเป็นข่าวร้ายของนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่จะเป็นโศกนาฏกรรมสำหรับคนไทยเองอย่างแน่นอน
ด้านกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียยังไม่ได้ประกาศเพิ่มระดับการเตือนเดินทางมายังประเทศไทย โดยยังเป็นคำเตือนเดิมที่แนะนำให้เลี่ยงการเดินทางไปยังบางพื้นที่ของประเทศ คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา
ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะเกิดเหตุร้ายขึ้นหลายครั้งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาโดยเฉพาะสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมือง แต่กระนั้นไทยก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 5 ของชาวออสเตรเลียอยู่ ตามหลังนิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย สหรัฐ และอังกฤษ
ขณะเดียวกัน ทางด้าน ไมเคิล วิลเลียม นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษวัย 69 ปี ซึ่งเดินทางมายังไทยบ่อยครั้งแล้วนั้น เชื่อว่าความขัดแย้งทางการเมืองในไทยอยู่เบื้องหลังการโจมตีในครั้งนี้ พร้อมกับยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ทำให้เจ้าตัวเลิกการเดินทางมายังไทยอย่างแน่นอน
“เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเศร้าใจอย่างมาก เพราะชาวไทยเป็นคนที่งดงาม แต่พวกเขากำลังฉีกตัวเองเป็นเสี่ยงๆ ด้วยเหตุผลที่ไม่เป็นเรื่องจริงๆ เหตุการณ์นี้จะไม่ทำให้ผมหยุดเดินทางมาประเทศไทยแน่นอน แต่ทว่าการระเบิดจะทำลายเศรษฐกิจไทยแน่นอน เพราะว่าคนจะเกิดความกลัวมากขึึ้น” วิลเลียมให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี
“นักท่องเที่ยวจะต้องคิดสองรอบว่าจะมาประเทศไทยหรือไม่”
ด้านหนังสือพิมพ์ โกลบอล ไทมส์ กระบอกเสียงของรัฐบบาลจีน ได้รายงานว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งทำให้มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเสียชีวิตอยู่ด้วยนั้น ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนรู้สึกว่ากำลังเผชิญหน้ากับอันตรายมากขึ้นในอีกระดับหนึ่ง
“เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อสำหรับชาวจีนต่อการระเบิดขึ้นที่ศาลพระพรหมในครั้งนี้ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวชาวจีนนั้นราวกับว่าเกิดขึ้นในแผ่นดินจีน ไม่ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะสูญเสียไปเท่าไหร่ เราก็เริ่มรู้สึกว่านักท่องเที่ยวจีนกำลังเผชิญหน้ากับอันตรายขึ้นในอีกระดับหนึ่ง และถ้าหากเหตุระเบิดครั้งนี้ถูกระบุว่าเป็นการก่อการร้าย ก็จะก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อการท่องเที่ยวไทยอย่างแน่นอน”
ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจีนนั้นถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยเป็นอันดับ 1 โดยคิดเป็นเกือบ 20% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่มาเยือนไทย และคาดว่าในปีนี้รายได้จากนักท่องเที่ยวจีนจะคิดเป็นมูลค่าถึง 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว







