
‘เศรษฐกิจจีน’ โตช้ากว่าเป็นจริง ด้านญี่ปุ่นไตรมาส 2 หดตัวแรง
บลูมเบิร์กเปิดเผยรายงานกึ่งวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจจีนนั้นมีอัตราที่เชื่องช้าลงมากกว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการของจีนที่เปิดเผยออกมา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
บลูมเบิร์กเปิดเผยรายงานกึ่งวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจจีนนั้นมีอัตราที่เชื่องช้าลงมากกว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการของจีนที่เปิดเผยออกมา ซึ่งทำให้บรรดาคณะผู้นำจีนต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และต้องปรับค่าเงินหยวนลงเพื่อกระตุ้นการส่งออก
จากการสำรวจ 11 นักเศรษฐ ศาสตร์ โดยบลูมเบิร์กชี้ให้เห็นว่าในครึ่งแรกของปีนี้เศรษฐกิจจีนมีอัตราการเติบโตที่เพียง 6.3% ซึ่งน้อยกว่าตัวเลขทางการของจีนที่ 7% และสำหรับทั้งปีนี้การสำรวจของบลูมเบิร์กชี้ว่าจีนจะเติบโตที่เพียง 6.6% เท่านั้น ซึ่งจะต่ำกว่าที่ทางการจีนตั้งเป้าไว้ที่ 7%
รายงานชี้ว่า จากการเติบโตที่เชื่องช้าลงอย่างมากดังกล่าว น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้จีนต้องเร่งใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และใช้เครื่องมือทางงบประมาณเข้าช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศ รวมไปถึงการปรับลดอัตราอ้างอิงแลกเปลี่ยนเงินหยวนรายวันถึง 3 ครั้งติดต่อกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วด้วย
“ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลจีน และธนาคารกลางจีนในปีนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนถึงความวิตกกังวลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งตัวเลขการเติบโตจริงๆ นั้นในความเป็นจริงนั้นต่ำมาก และต่ำกว่า
เป้าหมายที่ 7% ด้วย” แพททริก ฟรันเก นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเฮลาบาในแฟรงก์เฟิร์ต ให้ความเห็น
ขณะที่ทางด้าน ชางเจียง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำธนาคารบาร์เคลย์สในฮ่องกง ให้ความเห็นว่า ศักยภาพการเติบโตของจีนนั้นอยู่ในทิศทางที่เชื่องช้าเช่นกัน เนื่องจากการอัตราการเติบโตของประชากรและภาคตลาดทุน ตลอดจนการเติบโตของผลผลิตในจีนนั้นเชื่องช้าลงทั้งหมด
ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลจีนจะตั้งเป้าการเติบโตของจีดีพีในปีนี้ไว้ที่ 7% นั้น ก็ยังถือว่าต่ำมากที่สุดในรอบหลายปี ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าผู้ผลิตในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาก็ดิ่งลงไป 5.4% อันเป็นผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจภาคจริงของจีนหดตัว และดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1.6% แต่ก็อยู่ที่ระดับเพียงครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่รัฐตั้งไว้ที่ 3%
ขณะเดียวกัน หวังเฉินเฉิน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำบริษัทเงินทุน โอกาซัง ในกรุงโตเกียว ยังประเมินในทางลบมากขึ้นด้วยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้นั้นเศรษฐกิจจีนจะเติบโตได้เพียง 6.2% เท่านั้น และคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจีนจะเติบโตได้เพียง 5.8% ด้วยซ้ำ
กระนั้นก็ตาม หวัง กล่าวด้วยว่า จีนยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้มากกว่านี้ โดยสามารถเติบโตได้ถึง 8.1% ในปีนี้ แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจีนต้องการที่จะประคองตัวไว้
เท่านั้น
“หากรัฐบาลจีนต้องการที่จะดันให้จีดีพีพุ่งสูงขึ้น พวกเขารู้ดีว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะศักยภาพของเศรษฐกิจจีนนั้นมีมากกว่านี้ แต่จาก 2 ปีที่ผ่านมานั้นจากตัวเลขที่แสดงให้เห็นได้สื่อว่ารัฐบาลจีนไม่ต้องการที่จะทำเช่นนั้น” หวัง กล่าว
ขณะเดียวกัน ทางการญี่ปุ่นเปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นได้หดตัวลง 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วหลังจากที่ปริมาณการบริโภคในประเทศหดตัวลง พร้อมๆ กับการส่งออกที่ยังกระท่อนกระแท่นอยู่ต่อไป ยิ่งเป็นการสร้างความวิตกกังวลว่าญี่ปุ่นจะส่ามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากภาวะเงินฝืดตามเป้าหมายของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ได้หรือไม่
นอกจากนั้นแล้ว ตัวเลขดัชนีเงินเฟ้อของญี่ปุ่นในไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับจีดีพีนั้นได้หดตัวลงไป 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเป็นการปรับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาสที่ผ่านมาด้วย โดยข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นการตอกย้ำชัดเจนว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้นได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาจากการที่รัฐบาลประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีการขายจาก 5 เป็น 8% เมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้วเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ด้านการบริโภคของชาวญี่ปุ่น ซึ่งคิดเป็นถึง60% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดยังปรับลดลง 0.8% เช่นกัน ถือเป็นการปรับลดเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาสที่ผ่านมา โดยบรรยากาศของผู้บริโภคในญี่ปุ่นนั้นซบเซาลงอันเป็นผลจากการที่สภาพอากาศในช่วงที่ผ่านมานั้นไม่สู้ดีนัก อีกทั้งราคาอาหารและสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันก็มีราคาแพงขึ้นด้วย
ขณะที่การส่งออกนั้นได้ปรับลดลง 4.4% ในไตรมาส 2 และถือเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส โดยเฉพาะการส่งออกประเภทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปยังจีน และตลาดประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ตลอดไปจนถึงความต้องการสินค้าทุนในสหรัฐที่ลดลงด้วย
กระนั้นก็ตาม อากิระ อามาริ รัฐมนตรีเศรษฐกิจและนโยบายการคลัง ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า ตัวเลขเหล่านี้ถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะกลับมาฟื้นตัวได้ในไตรมาส 3
วันเดียวกัน ทางด้าน ยาสุ
โตชิ นิชิมูระ รัฐมนตรีช่วยเศรษฐกิจของญี่ปุ่น แสดงความวิตกกังวลว่า การอ่อนค่าของเงินหยวนในช่วงที่ผ่านมานั้นอาจจะส่งผล
กระทบรุนแรงต่อญี่ปุ่นถ้าหากไม่มีการรับมือและการจัดการที่ดี
“หากจีนไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ดีพอ และเกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นก็จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงทีเดียว ญี่ปุ่นหวังว่าจีนจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างสมเหตุสมผล” นิชิมูระ กล่าว







