posttoday
"นิว นอร์มอล" : มังกรสู่ "คุณภาพ" แต่หนทางไม่กล้วย!

"นิว นอร์มอล" : มังกรสู่ "คุณภาพ" แต่หนทางไม่กล้วย!

16 สิงหาคม 2558

คณะผู้นำจีนบอกให้โลกยอมรับกับภาวะที่ไม่ปกติที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจีนจนกลายเป็นเรื่อง “ปกติ”

โดย...ธนพล ไชยภาษี

ดูเหมือนว่าในปีนี้เศรษฐกิจจีนจะถูกจับจ้องมากที่สุด กับข่าวลบ ข่าวร้าย ที่ประดังเข้ามาไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของจีดีพีที่ลดลงต่ำทีสุ่ดในตั้งแต่ปี 2009 ในช่วงไตรมาสแรกของปี ภาวะปั่นป่วนที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นจีนตั้งแต่เดือนที่แล้วที่ทำให้มูลค่าตลาดหุ้นในจีนหายไปกว่าครึ่ง ตลอดมาจนถึงการปรับลดอัตราอ้างอิงแลกเปลี่ยนรายวันของเงินหยวนถึง 3 ครั้งติดใน 3 วัน ที่ จีนปรับลดลง 1.86% 1.6% และ 1.1% ตามลำดับ สร้างความสั่นสะเทือนให้กับตลาดทุน และตลาดเงินไปทั่วโลก จนสายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมายังจีนในปีนี้

คณะผู้นำจีนได้ทำให้โลกรู้จักกับคำว่า ภาวะ “นิว นอร์มอล” (New Normal) เป็นครั้งแรกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ด้วยการบอกให้โลกยอมรับกับภาวะที่ไม่ปกติที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจีนจนกลายเป็นเรื่อง “ปกติ” จากนโยบายการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ดังนั้น การปรับลดต่ำของจีดีพีจีน จากปกติที่อยู่ในระดับ 9-10% จะลดต่ำลงมาที่ 7.0% ในไตรมาสแรกของปีนี้ ไปจนถึงการปรับลดค่าเงิน และความปั่นป่วนที่เกิดกับตลาดหุ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของภาวะ “นิว นอร์มอล” ของจีนทั้งสิ้น

บทเรียนจากผลกระทบที่จีนได้รับเมื่อโลกเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วงหลังปี 2008 ที่ทำให้การส่งออกของจีนดิ่งเหวลงไปตามสภาวะอันย่ำแย่ของโลกในครั้งนี้ ได้ทำให้จีนเริ่มตระหนักถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืนมากขึ้น และเป็นการเติบโตที่มีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิม โดยที่จะไม่ให้ความสำคัญกับตัวเลขการเติบโตที่ฉูดฉาดต่อไป 

ดังนั้นจีนจึงเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจในหลายๆด้านอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ว่าจะเป็นความพยายามเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจจากการพึ่งพาการส่งออกสู่การพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้นเหมือนกับในสหรัฐ การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพมากขึ้นด้วยการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ และการปราบปรามคอร์รัปชั่นที่จีนเดินหน้าล้างบางเจ้าหน้าที่รัฐกังฉินอย่างเอาเป็นเอาตาย

แต่กระนั้น ภาวะนิวนอร์มอลของจีนที่เกิดขึ้นนั้น กลายเป็นความเสี่ยงไปเมื่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเกิดขึ้นในช่วงที่โลกกำลังมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหนี้ที่เกิดขึ้นในยุโรปที่เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของจีน รวมไปถึงการค้าโลกที่ซบเซาลงพร้อมๆกับความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดขึ้นทั่วโลก

ปัจจัยเหล่านี้ได้ฉุดรั้งให้การส่งออกของจีนปรับลดลงรุนแรงเกินไป จนเกิดความเสี่ยงว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนนั้น อาจจะกลายเป็นการลงที่รุนแรง (ฮาร์ด แลนดิ้ง) จนจีนจะรับไม่ไหว โดยจะเห็นได้ว่าในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานั้นการส่งออกของจีนปรับลดลงไปถึง 8.3% มากที่สุดในรอบ 4 เดือน ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตภายในประเทศของจีนยังปรับลดลงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 4 ปี นั่นหมายความว่าความต้องการสินค้าจีนทั้งในและภายนอกประเทศนั้นหดตัวอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีนยังเกิดขึ้นพร้อมๆกับความพยายามที่จะผลักดันตัวเองของจีนสู่การก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางการเงินในเวทีโลก ดังที่จะเห็นได้จากที่จีนเป็นโต้โผใหญ่ในการก่อตั้งธนาคารของกลุ่มบริกส์ หรือมีชื่ออย่างเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่ ก่อตั้งโดยกลุ่มประเทศบริกส์ อันประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และ แอฟริกาใต้, ธนาคารเอไอไอบี หรือธนาคารเพื่อการพัฒนาโครงสร้างสาธารณนูปโภคแห่งเอเชีย ซึ่งสถาบันทางการเงินระดับโลกเหล่านี้ล้วนแต่ได้รับการผลักดันขึ้นโดยจีนเพื่อเป็นคู่แข่งและลดอิทธิพลของโลกตะวันตกและมหาอำนาจทางการเงินเดิมไม่ว่าจะเป็นกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หรือ ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)

"นิว นอร์มอล" : มังกรสู่ "คุณภาพ" แต่หนทางไม่กล้วย!

ที่สำคัญยิ่ง จีนยังผลักดันให้จีนก้าวขึ้นสู่การเป็นหนึ่งในเงินสกุลหลักของโลกโดยมีเป้าหมายที่จะต้องเป็นหนึ่งในสกุลหลักในตระกร้าเงินต่างประเทศของไอเอ็มเอฟ (เอสดีอาร์) ซึ่งหยวนจะได้สิทธิประโยชน์จากการกู้ยืมฉุกเฉิน ดังนั้นจีนจึงเป็นที่จะต้องปฏิรูปให้ค่าเงินหยวนนั้นมีความเป็นเสรีมากขึ้นกว่าเดิม

ดังนั้น การปรับลดอัตราอ้างอิงแลกเปลี่ยนรายวันของค่าเงินหยวนถึง 3 ครั้งติดต่อกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น แม้ว่าส่วนหนึ่งจะถูกมองว่าเป็นการลดค่าเงินเพื่อชิงความได้เปรียบในตลาดโลก เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับสินค้าจีน หลังจากที่จีนได้ตรึงค่าเงินไว้กับเงินเหรียญสหรัฐมาตลอด ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อค่าเงินสหรัฐแข็งค่าขึ้น เงินหยวนจึงอยู่ในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นควบคู่ไปด้วย

ขณะที่ ธนาคารกลางจีนให้เหตุผลว่า การ ปรับลดอัตราอ้างอิงหยวนนั้นเป็นการพยายามที่จะทำให้ตลาดเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดค่าเงินมากขึ้นกว่าเดิม โดยที่จีนจะพิจารณาอัตราแลกเปลี่ยนรายวันตามความเคลื่อนไหวของตลาด  จีนกำลังบอกชาวโลกว่า การปรับลดค่าเงินหยวนนั้นก็คือการให้กลไกตลาดเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดค่าเงินของจีนมากขึ้นนั่นเอง และอย่างน้อยที่สุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)ก็เป็นสถาบันตะวันตกแห่งแรกที่ออกมาสนับสนุนความเคลื่อนไหวของจีนในครั้งนี้แล้ว

สรุปแล้ว จีนได้เริ่มทำการปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศ ไปพร้อมๆกับการผลักดันตัวเองขึ้นสู่เวทีโลกไปพร้อมๆกัน ซึ่งแน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้จะส่งผลกระทบที่น่าตื่นตาตื่นใจต่อทั้งจีนและโลกเองตามขนาดเศรษฐกิจของจีนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก โดยที่คณะผู้นำจีนจะต้องประคับประคองไม่ให้การเปลี่ยนแปลงนี้นำไปสู่การดิ่งตัวของเศรษฐกิจที่รุนแรงเกินไป ขณะที่การทำความสะอาดปัญหาต่างๆในบ้านก็ต้องดำเนินไปอย่างเป็นจริงเป็นจังพร้อมกับการผลักดันเงินหยวนและบทบาทของจีนผงาดขึ้นสู่เวทีโลก

เป็นงานหนักและท้าทายของจีน และเป็นสิ่งที่โลกจะต้องเจอกับปรากฏการณ์ระทึกขวัญกับความเปลี่ยนแปลงของจีนอีกหลายระลอกหลังจากนี้ไป

ภาพ...เอเอฟพี

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน