posttoday
เศรษฐกิจเอเชียคึกคัก

เศรษฐกิจเอเชียคึกคัก

11 กรกฎาคม 2553

ตัวเลขเศรษฐกิจในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ช่วยสร้างความคึกคักและสดใสให้กับภาพรวมของเอเชียได้มากที่สุดก็คือ การประกาศปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจเอเชียในปีนี้ ว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 7.5% จากเดิมที่คาดไว้เพียง 7% แน่นอนว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ยังคงนำโดยจีน ตามมาด้วยอินเดีย

ขณะเดียวกันตัวเลขเศรษฐกิจโลกโดยรวมก็ดีขึ้นเช่นกัน โดยคาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 4.6%

สิ่งที่ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ก็คือ การถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในเอเชียในปี 2554 ที่คาดว่าจะทอนความร้อนแรงของเศรษฐกิจเอเชียลงไป อีกทั้งประเด็นที่พูดถึงกันมาอย่างเนิ่นนาน และยังคงไม่มีการปรับเปลี่ยนอย่างแท้จริงของประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ยังพึ่งพิงการส่งออกสู่ตลาดโลก จึงต้องระมัดระวังทุกย่างก้าวกับภาวะวิกฤตหนี้ยุโรปและแรงสั่นสะเทือนของเศรษฐกิจโลก

ทางรอดบริษัทน้ำมันบีพี

วิกฤตน้ำมันรั่วไหลในอ่าวเม็กซิโกของแท่นขุดเจาะน้ำมันบริษัท บริติช ปิโตเลียม (บีพี) บริษัทเชื้อสายอังกฤษ ยังคงไม่สามารถแก้ไขได้สำเร็จ นั่นหมายถึงภาระในความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่บริษัทบีพีต้องแบกรับ จะยิ่งหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ

สัปดาห์นี้ทุกฝ่ายจึงจับตาอยู่ที่การเคลื่อนไหวของบริษัทบีพี ที่แม้ในตอนแรกจะเป็นเพียงกระแสข่าว แต่ทว่าในที่สุดทางบีพีก็ออกมาแถลงข่าวด้วยตัวเองว่า โทนี เฮย์เวิร์ด ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) ของบีพีเดินสายเจรจากับหุ้นส่วน

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีการชี้แจงออกมาอย่างชัดเจนว่า เฮย์เวิร์ดกำลังเดินทางไปที่ไหนและเจรจากับใคร แต่มีกระแสข่าวซึ่งทางสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า เป็นแหล่งข่าวจากภายในบริษัทบีพีเองเปิดเผยว่า เป็นการเจรจากับทางกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติ (SWF) ทั้งในตะวันออกกลางและเอเชีย เพื่อขอให้ช่วยสนับสนุนและพยุงสถานะอันสั่นคลอนของบีพี ยิ่งเป็นการย้ำชัดกระแสข่าวที่มีก่อนหน้านี้ว่า บีพีมีทีท่าจะไปไม่รอด และอาจจำเป็นต้องยื่นล้มละลาย หรืออาจจะต้องยอมขายกิจการ หรือหุ้นบางส่วนให้กับบริษัทคู่แข่ง

คล้ายกับว่าความเคลื่อนไหวในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะต่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายของบีพีออกไป สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปนั่นก็คือ ใครจะเป็นผู้ยื่นมือเข้ามาช่วยโอบอุ้มบริษัทน้ำมันเชื้อสายอังกฤษรายนี้ต่อไปได้ ซึ่งตัวเลือกที่มีกระแสข่าวว่ากำลังเป็นที่ต้องตาต้องใจก็คือ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจากจีนและลิเบีย

 

จีนขยายความแกร่ง

นอกจากนี้ ตลอดสัปดาห์นี้มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของทางฝั่งยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย อย่างทางรัฐบาลปักกิ่งมีให้เห็นอยู่ตลอด และล้วนเป็นความเคลื่อนไหวที่มีสัญญาณชัดเจน ว่าเป็นความพยายามที่จะขยายอำนาจและความแข็งแกร่งของประเทศ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยแท้จริง

อีกประการคือ สัปดาห์นี้ทางการญี่ปุ่นออกมาประกาศว่า จีนโหมกว้านซื้อพันธบัตรของญี่ปุ่นอย่างมหาศาล เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆ มา ถึงแม้ว่าจะเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับมูลค่าพันธบัตรของรัฐบาลญี่ปุ่นโดยรวม แต่ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว จีนนี่เองที่มาแรงและก้าวขึ้นมานั่งแท่นเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของญี่ปุ่นแล้ว

คาดว่าจีนจะพยายามขยายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่ไม่ใช่สกุลเงินเหรียญสหรัฐและยูโร เนื่องจากความหวั่นวิตกในเรื่องของความผันผวนของค่าเงิน และปัญหาการขาดดุลที่อาจจะตามมา ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ที่ทางจีนถือครองไว้ และคาดว่าจีนจะมุ่งเบนเข็มมาลงทุนในพันธบัตรของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่แทน

ส่วนความเคลื่อนไหวใหญ่ๆ อีกหนึ่งเรื่องในสัปดาห์นี้ก็คือ รัฐบาลปักกิ่งประกาศที่จะลงทุนเพื่อการพัฒนาพื้นที่ทางภาคตะวันตกของประเทศ โดยระบุว่าการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่เสถียรภาพภายในประเทศให้มั่นคง

พื้นที่ทางภาคตะวันตกของจีน คือ พื้นที่ในเขตปกครองตนเองซินเจียง ที่เคยเกิดความไม่สงบรุนแรงระหว่างชาวอุยกูร์และชาวจีนฮั่น

ถือได้ว่าการลงทุนในครั้งนี้ของจีนเป็นการมองการณ์ไกล เป็นการสร้างรากฐานความมั่นคงขึ้นภายในประเทศ และเป็นการสร้างประเทศในการพึ่งพาตนเองไปพร้อมๆ กับการเดินทางขยายอำนาจในเวทีเศรษฐกิจโลก

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI