
กรุงเทพฯ-ลอนดอน
โดย...ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
โดย...ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
ผมกลับมาเยี่ยมมหานครลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษอีกครั้ง ซึ่งทุกครั้งก็ยังรู้สึกตื่นตาตื่นใจในความยิ่งใหญ่อลังการของมหานครแห่งนี้ ใครมาเที่ยวลอนดอนก็มักต้องไปชมหอนาฬิกาบิ๊กเบน พระราชวังบักกิ้งแฮม พิพิธภัณฑ์อังกฤษที่เก็บมัมมี่อียิปต์ไว้ หรือไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะไฮด์ปาร์ค ที่สุดแสนจะร่มรื่น ทำให้ดูเสมือนว่ามหานครแห่งนี้เป็นศูนย์กลางทางอารยธรรมของโลกก็ว่าได้
เราอาจคิดว่าลอนดอนก็ดูน่าอยู่ดี แต่ถ้าหากลองเช่ารถขับเหมือนกับผม จะพบความจริงหลายอย่างว่าไม่สนุกอย่างที่คิด เพราะลอนดอนเป็นเมืองที่ควบคุมการจราจรอย่างเข้มงวด ถ้าขับเข้ามาในเมืองชั้นในที่มีความหนาแน่นมาก คล้ายกับย่านสยามสแควร์หรือสีลมของกรุงเทพฯ จะต้องจ่ายเงินค่าเข้าเมืองถึง 600 บาท/วัน เพราะเป็นค่าภาษีเมืองที่เรามาทำให้รถติดเพิ่มขึ้น
ปรากฏว่านอกจากลอนดอนจะได้เงินภาษีแล้ว ยังช่วยลดปริมาณจราจรลงถึง 10%
เมื่อจะไปที่ไหนก็หาที่จอดรถลำบากสุดๆ ผมไปทานเป็ดย่างโฟร์ซีซั่นอันเลื่องชื่อที่ย่านไชน่าทาวน์ หาที่จอดรถไม่ได้เลย จึงต้องไปจอดที่อาคารจอดรถ ปรากฏว่าได้ไปทานเป็ดย่างสมใจ แต่ต้องจ่ายค่าจอดรถแพงถึง 1,300 บาท เพียงชั่วโมงนิดๆ เท่านั้น ราคาแพงกว่าเป็ดเสียอีก ไปเดินเล่นห้างสรรพสินค้า Harrods ชื่อก้องโลก ก็โดนค่าที่จอดเกือบ 2,000 บาท
นี่คือสภาพความเป็นจริงของลอนดอน ที่ต้องการจำกัดการใช้รถส่วนบุคคล
รัฐบาลอังกฤษไม่เก็บค่าภาษีรถยนต์สูง แต่จะเก็บภาษีน้ำมันค่อนข้างสูง ภาษีการครอบครองสูง ภาษีการใช้ถนนสูง และค่าจอดรถแพง แบบนี้ก็แล้วแต่ว่าอยากจะมีรถหรือไม่ ถ้าอยากมีก็ต้องแบกรับภาระเรื่องนี้ให้ได้
ที่ทำแบบนี้ได้เพราะคนอังกฤษมีทางเลือกอื่นในการเดินทาง เช่น รถไฟ รถไฟฟ้าใต้ดิน และรถเมล์ ซึ่งมีเครือข่ายระบบขนส่งมวลชนที่เชื่อมโยงครบวงจร เดินทางสะดวก
ลอนดอนมีประชากรร่วม 7 ล้านคน แต่มีการโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินมากกว่า 7 ล้านเที่ยว/วัน หมายความว่าคนส่วนใหญ่ใช้บริการขนส่งสาธารณะมากกว่าใช้รถยนต์
เมื่อเปรียบเทียบกับกรุงเทพฯ แล้ว จะเห็นความแตกต่างกันว่า ราคารถแพงมาก แต่ภาษีถูก น้ำมันไม่แพง จอดรถสะดวก แต่ระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภทไม่พอเพียง การบริการก็ยังไม่ประทับใจ คนไทยก็ต้องขวนขวายกันซื้อรถ เพราะดูเหมือนว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ถึงแม้ต้องผ่อนกันยาวก็ยอมทน
สถิติคนกรุงเทพฯ ใช้ทางด่วนจึงมากถึง 2 ล้านเที่ยว/วัน มากกว่าคนใช้รถไฟฟ้าทุกเส้นทางรวมกัน ซึ่งประมาณ 1 ล้านเที่ยว/วันเท่านั้น
กรุงลอนดอนรวมทุกระบบการขนส่งเข้าด้วยกัน ประสานกันเป็นหนึ่งเดียวได้ ผิดกับกรุงเทพฯ ที่ต่างหน่วยงานต่างคนต่างทำ นอกจากทำซ้ำกันแล้ว ยังขาดการประสาน ทำให้ใช้งานไม่สะดวก ระบบกล้องวงจรปิดของกรุงลอนดอนถือว่าทันสมัย และมีมากที่สุดในโลก กล้องทุกตัวทำงานร่วมกัน ช่วยทั้งเรื่องการจัดการจราจร และช่วยเรื่องความปลอดภัย
กรุงเทพฯ กับลอนดอน จึงมีความเหมือนและแตกต่างกัน ที่เหมือนกัน คือ เป็นมหานครขนาดใหญ่ มีปัญหารถติด และปัญหาของเมืองเหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ วิธีการแก้ปัญหาที่ดูเหมือนว่าลอนดอนจะใจแข็ง กล้าที่จะลุยกับปัญหาอย่างตรงจุดมากกว่า
หากกรุงเทพฯ ต้องการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ก็ควรต้องกล้าหาวิธีที่ได้ผลอย่างจริงจัง คิดแบบเดิม แก้ปัญหาแบบเก่า ปัญหาของเราก็คงไม่มีวันลดลง มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน กลายเป็นปัญหาที่ส่งต่อกันไปไม่รู้จบ







