posttoday
จีนกว้านซื้อพันธบัตรญี่ปุ่น ขึ้นแท่นเจ้าหนี้รายใหญ่อันดับ 2

จีนกว้านซื้อพันธบัตรญี่ปุ่น ขึ้นแท่นเจ้าหนี้รายใหญ่อันดับ 2

07 กรกฎาคม 2553

โพสต์ทูเดย์ — จีนขยายการลงทุนในพันธบัตรต่างชาติ กว้านซื้อพันธบัตรญี่ปุ่น นั่งแท่นเจ้าหนี้รายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น

เอเอฟพี รายงานอ้างข้อมูลจากทางกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น ซึ่งระบุว่ารัฐบาลจีนกำลังเพิ่มการลงทุนในพันธบัตรญี่ปุ่นเป็น 2 เท่า ภายในปี 2553 นี้ หลังจากก่อนหน้านี้เมื่อปี 2552 จีนก็ได้ทุ่มเงินซื้อพันธบัตรญี่ปุ่นประมาณ 8 หมื่นล้านเยน (ราว 2.95 หมื่นล้านบาท) มาแล้ว

การเข้าซื้อในปีนี้ได้เพิ่มมูลค่ามากขึ้นกว่าเดิม โดยเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า เพียงแค่เฉพาะในช่วง 4 เดือนแรกของปี จีนได้เข้าซื้อพันธบัตรญี่ปุ่นไปแล้วด้วยมูลค่ากว่า 5.41 แสนล้านเยน หรือประมาณ 6,220 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.01 แสนล้านบาท) ซึ่งเมื่อเทียบกับราว 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการลงทุนดังกล่าวเพิ่มขึ้นราว 2 เท่า โดยตัวเลขในปี 2548 จีนมีการลงทุนในพันธบัตรญี่ปุ่นอยู่ที่ 2.54 แสนล้านเยน (ราว 9.369 หมื่นล้านบาท)

นิกเกอิ หนังสือพิมพ์ธุรกิจชื่อดังของญี่ปุ่น ถึงกับรายงานว่า การเข้าซื้อพันธบัตรญี่ปุ่นของจีนในช่วงต้นปีนี้เป็นไปอย่าง “บ้าคลั่ง” ซึ่งทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่มีการถือครองพันธบัตรญี่ปุ่นมากเป็นอันดับ 2 ในโลก รองจากประเทศอังกฤษ

ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของมูลค่าการลงทุนดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่สอดคล้องกันกับภาวะวิกฤตหนี้ของทางรัฐบาลยุโรป และค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าลงเรื่อยมา โดยยังพบว่าจีนลงทุนซื้อพันธบัตรในยุโรปลดลงจากเดิม ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนคาดว่ามีความเป็นไปได้ที่จีนพยายามเข้าซื้อในครั้งนี้ เพื่อต้องการที่จะครอบครองพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งถือว่ามีความมั่นคงมากกว่าในช่วงเวลานี้

รายงาน ยังระบุว่า นับตั้งแต่วิกฤตการเงินในสหรัฐ จีนก็พยายามมองหาแหล่งลงทุน โดยเลี่ยงค่าเงินเหรียญสหรัฐ

แม้ญี่ปุ่นจะมีอัตราตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศสูงถึง 200% เมื่อเทียบกับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดท่ามกลางตัวเลขประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก แต่พันธบัตรญี่ปุ่นกลับมีความเสี่ยงต่ำกว่ามากของประเทศอื่นๆ ทั้งในยุโรปและสหรัฐ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับวิกฤตหนี้ของประเทศกรีซ หรือวิกฤตของประเทศอื่นๆ ในยุโรปก็ตามที

อย่างไรก็ตาม พันธบัตรญี่ปุ่นส่วนมากราว 95% ถือครองโดยนักลงทุนภายในประเทศเอง ดังนั้นจึงมีความปลอดภัยมากกว่า โดยตัวเลขล่าสุดเมื่อสิ้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติได้เข้าถือครองเพียง 4.6% เท่านั้น จากมูลค่าทั้งหมดประมาณ 31 ล้านล้านเยน (ราว 11.43 ล้านล้านบาท)

กระนั้นก็ตาม เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังของญี่ปุ่น กล่าวว่า เป็นความจริงที่นักลงทุนในประเทศ คือ แหล่งเงินทุนที่มั่นคงของมูลค่าพันธบัตรญี่ปุ่น แต่นักลงทุนส่วนมากที่ว่านี้ คือ บรรดาธนาคารต่างๆ ของญี่ปุ่นเอง และถ้าในกรณีที่ธนาคารเหล่านี้เผชิญกับปัญหาทางการเงิน ตลาดพันธบัตรก็อาจจะไม่นิ่งอีกต่อไป

ข้อมูลจากทางกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น ระบุด้วยว่า ส่วนมากแล้วพันธบัตรที่ทางรัฐบาลจีนถือครองนั้น เป็นพันธบัตรระยะสั้นมูลค่าประมาณ 5.17 แสนล้านเยน (ราว 1.90 แสนล้านบาท) และ 2.34 หมื่นล้านเยน (ราว 8,630 ล้านบาท) เป็นพันธบัตรระยะกลางยาว

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนได้เพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ด้วยหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเนื่องจากการระดมลงทุนในต่างประเทศ ตัวเลขดุลการค้าเกินดุลจำนวนมหาศาล และการไหลเข้ามาของบรรดา “เงินร้อน” หรือการเก็งกำไรในระยะสั้น เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่รวดเร็วอีกด้วย

ไม่เพียงแต่จีนจะเป็นผู้ถือครองรายใหญ่ของญี่ปุ่นเท่านั้น จีนยังขยายการลงทุนไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรป ตัวเลขล่าสุดระบุว่าในปัจจุบันจีนถือครองพันธบัตรของสหรัฐอยู่ประมาณ 9 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 29.1 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นผู้ถือพันธบัตรสหรัฐรายใหญ่ที่สุด และถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2552 ซึ่งทำให้จีนกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐ รองจากประเทศญี่ปุ่นและอังกฤษ

โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐพยายามระดมทุนต่างชาติเข้ามาภายในประเทศ เพื่อเป็นการช่วยเยียวยาประเทศจากวิกฤตเศรษฐกิจ และผลกระทบจากวิกฤตหนี้ยุโรป

นอกจากนี้ จีนยังถือครองสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินยูโรมากกว่า 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 19.4 ล้านบาท) อีกด้วย

การถือครองพันธบัตรต่างชาติจำนวนมหาศาล ทำให้หลายฝ่ายออกมาวิจารณ์นโยบายของทางรัฐบาลปักกิ่งในเรื่องดังกล่าว อีกทั้งยังหวั่นว่าวิกฤตหนี้ในยุโรปจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงสูงมากกับการถือของพันธบัตรต่างชาติ

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ทางด้านสำนักงานอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินของจีน ชี้แจงว่า การบริหารจัดการเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งมีมูลค่าถึง 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐนั้น ยังคงมีสถานะมั่นคงและได้รับผลตอบแทนที่ดีในช่วงปี 2551 และ 2552 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็น 2 ปีที่เลวร้ายสำหรับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกก็ตามที

กระนั้นก็ตาม จีนก็ยังไม่มีการแจกแจงถึงตัวเลขที่ชัดเจนออกมา โดยระบุเพียงว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้น่าเป็นกังวลอย่างที่หลายฝ่ายวิจารณ์ พร้อมทั้งจะเฝ้าจับตาสถานการณ์การเงินโลก โดยเฉพาะวิกฤตหนี้ยุโรป และสถานการณ์ของ 2 สถาบันสินเชื่อด้านอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของโลกอย่างใกล้ชิด

ด้านหนังสือพิมพ์ไฟแนลเซียลไทม์ รายงานว่า จีนกำลังพิจารณาถอนการถือครองหุ้นของบรรษัทเพื่อการลงทุนแห่งจีน (ซีไอซี) ซึ่งเป็นกองทุนความมั่นคงแห่งชาติรายใหญ่ของจีน ออกจากธนาคารต่างๆ ภายในประเทศ เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะของกองทุนไม่ให้เป็นผู้ถือครองหุ้นส่วนใหญ่ในธนาคารขนาดใหญ่ของจีน ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของซีไอซีในสายตาของสหรัฐ และเปิดทางให้จีนสามารถเข้าไปลงทุนในสหรัฐได้เพิ่มมากขึ้นด้วย อีกทั้งยังเป็นท่าทีที่แสดงให้เห็นว่า จีนยังคงไม่หยุดยั้งการเดินหน้าลงทุนในต่างประเทศลงง่ายๆ

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน