posttoday
เชื่อมั่นธุรกิจเอเชียดิ่ง ปัจจัยเศรษฐกิจโลกผันผวน

เชื่อมั่นธุรกิจเอเชียดิ่ง ปัจจัยเศรษฐกิจโลกผันผวน

25 มิถุนายน 2558

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ความเชื่อมั่นธุรกิจยักษ์ใหญ่ของเอเชียปรับตัวลดลงในไตรมาส 2 จากปัจจัยความเสี่ยงด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน วิกฤตหนี้กรีซ และการเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยกลุ่มธุรกิจจีนมองในแง่ลบมากที่สุด สวนทางกับธุรกิจไทยที่มองอนาคตอย่างสดใส 

ดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจเอเชียซึ่งจัดทำร่วมระหว่างทอมสัน รอยเตอร์ส กับ อินซีด มหาวิทยาลัยด้านธุรกิจในสิงคโปร์ ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 70 จุด ในไตรมาส 2 จากเดิมที่ 71 จุด เมื่อไตรมาสแรกที่ผ่านมา และลดลงจาก 74 จุด ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แม้ระดับเกินเกณฑ์ 50 จุด จะสื่อถึงว่าธุรกิจยังมองภาพรวมในแง่บวกก็ตาม

ศ.อันโตนิโอ ฟาตาส แห่งอินซีด กล่าวว่า ถึงแม้ดัชนีความเชื่อมั่นจะปรับลดลงเพียงเล็กน้อย แต่ฉายภาพให้เห็นถึงความระมัดระวังของธุรกิจชั้นนำในการขยายการลงทุน เนื่องจากสภาพความไม่มั่นคงของเศรษฐกิจจีน ยุโรป และสหรัฐ

“กลุ่มธุรกิจแสดงความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับสภาพการชะลอตัวของจีน และผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่มีต่อกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยในปัจจุบันยังไม่มีปัจจัยบวกที่เข้ามาทดแทนความเสี่ยงภูมิภาคนี้และเศรษฐกิจโลกในภาพรวม” ศ.ฟาตาส กล่าว

รายงานระบุว่า กลุ่มธุรกิจในอินเดียเป็นกลุ่มที่ความเชื่อมั่นปรับตัวลงมากที่สุดเป็น 84 จุดจาก 97 จุด ในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากยังมีความวิตกกังวลว่า นโยบายปฏิรูปของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี และการปรับลดดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งในช่วงครึ่งแรกของปี อาจไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา

ขณะที่ดัชนีชี้ว่าผู้ประกอบการจีนมองโลกในแง่บวกน้อย โดยความเชื่อมั่นทางธุรกิจลดลงมาอยู่ที่ 55 จุด ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 9 ไตรมาส โดยผู้ประกอบการจีนแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจซึ่งชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ และความเสี่ยงของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งตัวเลขด้านยอดค้าปลีกที่ออกมาไม่สดใส เช่นเดียวกับผลผลิตทางอุตสาหกรรม และการลงทุนในสินทรัพย์คงทน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสวนทางกับความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 94 จุด จาก 79 จุด ในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากกลุ่มธุรกิจสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์หลังจากรัฐประหารเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้วได้ อีกทั้งยังเชื่อว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 2 ครั้งจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้ระบบเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ทอมสัน รอยเตอร์ส และอินซีด เริ่มสำรวจข้อมูลตั้งแต่วันที่ 8-20 มิ.ย. จากผู้ประกอบการธุกิจรายใหญ่ของเอเชีย 117 ราย โดย 40% มองภาพรวมธุรกิจในแง่บวก ลดลงจากเดิมที่ 45% เมื่อไตรมาสที่แรก ขณะที่อีก 60% มองภาพธุรกิจกลางๆ และไม่มีผู้ตอบแบบสอบถามมองอนาคตธุรกิจในแง่ลบ

อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่า ความเสี่ยงที่น่ากังวลมากที่สุดในขณะนี้ คือ ความขาดเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก ตามมาด้วยการปรับขึ้นของต้นทุน และความไม่แน่นอนของกฎเกณฑ์ภาครัฐ รวมถึงการแข่งขันจากคู่แข่ง

รายงานระบุต่อไปว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นภาคที่ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับภาคส่วนอื่นๆ โดยดิ่งลงมาอยู่ที่ 77 จุด จาก 88 จุด โดยมีปัจจัยสำคัญจากการเข้าไปเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ของนักลงทุน จนราคาอสังหาริมทรัพย์ปรับสูงขึ้นเกินมูลค่าจริง ถึงแม้อัตราดอกเบี้ยต่ำจะช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อแล้วก็ตาม

ด้าน เชน โอลิเวอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอเอ็มพี แคปปิตอล บริษัทลงทุนสัญชาติออสเตรเลีย กล่าวว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดซึ่งจะมีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี จะส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย เนื่องจากโลกชินกับสภาพดอกเบี้ยต่ำมานานซึ่งช่วยหนุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จนเกินภาวะฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอาจส่งผลให้ฟองสบู่แตกก็เป็นได้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว สวนทางกับภาคก่อสร้างที่ความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับขึ้นมาอยู่ที่ 86 จุด จากเดิมที่ 79 จุด จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันหลังการปรับลดดอกเบี้ย ซึ่งต่างจากภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากภาคก่อสร้างไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาอสังหาริมทรัพย์ในท้องตลาด

ในขณะที่ภาคชิปปิ้ง การเงิน และยานยนต์ มีสัดส่วนความเชื่อมั่นทางธุรกิจตกต่ำมากที่สุดที่ 56,57 และ 58 จุด ตามลำดับ โดยมีปัจจัยหลักมาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI