
‘อเบอร์ดีน’ แนะลงทุนไทย อย่าใส่ใจศก.มหภาค-การเมือง
บริษัทจัดการกองทุนชื่อดังแนะลงทุนเอกชนไทยอย่าให้น้ำหนักการเมือง-เศรษฐกิจมหภาค
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
บริษัทจัดการกองทุนชื่อดังแนะลงทุนเอกชนไทยอย่าให้น้ำหนักการเมือง-เศรษฐกิจมหภาค
มาร์ติน กิลเบิร์ต ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน กล่าวนอกรอบการประชุมสุดยอดสื่อมวลชนนานาชาติ ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แนะว่านักลงทุนในประเทศไทยควรจะเน้นให้ความสำคัญกับการลงทุนในภาคเอกชนมากกว่าเนื่องจากยังมีผลประกอบการน่าพอใจ โดยนักลงทุนควรจะลดการให้ความสำคัญกับการเมืองและตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคลงและหันไปเน้นการพิจารณาถึงภาคเอกชนเป็นสำคัญมากกว่า
“ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องโฟกัสไปที่ตัวบริษัทเอกชนและทำการวิจัยพื้นฐานถึงเอกชนในประเทศไทย คุณจะต้องเพิกเฉยต่อสถานการณ์การเมืองมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และจะต้องเพิกเฉยต่อตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคเน้นไปที่ตัวบริษัทแทน เช่น ภาคธนาคารในไทยก็มีผลงานที่แข็งแกร่ง ซึ่งประเทศไทยเป็นที่ที่เราทำกำไรได้ดีมาตลอด การลงทุนของเราในประเทศไทยถือว่ายอดเยี่ยมมาก” กิลเบิร์ต กล่าว
ความเห็นของซีอีโออเบอร์ดีนดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับความเห็นของนักวิเคราะห์ต่างชาติหลายราย ก่อนหน้านี้ที่เห็นว่าเศรษฐกิจไทยนั้นถือว่าเป็นไปในทิศทางที่เรียกว่า “เศรษฐกิจเทฟรอน” ที่แม้ว่าจะเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง แต่ว่าเศรษฐกิจและภาคเอกชนในประเทศไทยยังสามารถทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ขณะที่ความเห็นต่อโครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่กำลังได้รับการริเริ่มใหม่ๆ โดยรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันนั้น กิลเบิร์ต มองว่า ถือเป็นโครงการที่ดีเนื่องจากจะเป็นการอัดฉีดเข้าสู่ระบบที่ช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจของไทยได้ แต่กระนั้นสำหรับอเบอร์ดีนไม่ได้ให้ความสำคัญกับโครงการเหล่านี้นัก อย่างเช่น ในอินเดีย ซึ่งระบบโครงสร้างพื้นฐานในอินเดียนั้นค่อนข้างย่ำแย่ แต่ทว่าอเบอร์ดีนก็ยังสามารถทำผลกำไรได้จากการลงทุนในอินเดียเป็นจำนวนมาก
กิลเบิร์ต มองว่า การลงทุนในไทยของอเบอร์ดีนนั้นยังคงเน้นไปที่กลุ่มบริษัทที่ทางบริษัทได้ลงทุนไว้มาเป็นระยะเวลานานและทำผลกำไรมาได้ดีมาโดยตลอด โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มธนาคาร บริษัทในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น
แต่กระนั้น แม้ว่าในขณะนี้จะเกิดความวิตกกังวลต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของภาคธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยมากยิ่งขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนักของประเทศไทย ซีอีโอของอเบอร์ดีนแนะว่า นักลงทุนควรจะพิจารณาการลงทุนในธนาคารที่มีระบบการบริหารที่ค่อนไปในทางอนุรักษนิยมมากกว่า
“ควรจะลงทุนในธนาคารที่ทีมบริหารของพวกเขารู้จักลูกค้าของพวกเขาดี เป็นธนาคารที่มีอัตราเงินฝากสูง มีแนวการบริหารไปในแบบอนุรักษนิยมมากกว่า”
ขณะที่สถานการณ์ค่าเงินบาทของไทยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะไหลเข้า-ออกของทุนต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากความวิตกกังวลต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐนั้น ซีอีโออเบอร์ดีแนะว่า ค่าเงินบาทของประเทศไทยไม่ใช่ค่าเงินเดียวในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ ค่าเงินอื่นๆ ทั้งในเอเชียและในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้นต่างก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
ทางด้าน ฮิวจ์ ยัง หัวหน้าฝ่ายหลักทรัพย์ของอเบอร์ดีน ให้ความเห็นต่อสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังจะมีการจัดการเลือกตั้งตามแผนโรดแมปของรัฐบาลต่อผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจไทย ว่า การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนั้นอาจจะไม่ส่งผลให้เกิดความแตกต่างทางเศรษฐกิจไปมากนัก เนื่องจากปัจจัยต่อเศรษฐกิจนั้นยังมาจากหลายๆ ด้านไม่ใช่จากทางการเมืองเท่านั้น
หัวหน้าฝ่ายหลักทรัพย์ของอเบอร์ดีน กล่าวว่า ในปีนี้ตลาดทุนทั่วเอเชียหลายแห่งมีทิศทางที่สวนทางกันไป ในขณะที่บางประเทศได้ปรากฏการปฏิรูปทางการเมืองที่นำไปสู่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น รวมไปถึงราคาน้ำมันที่ต่ำลงที่ช่วยกระตุ้นบรรยากาศการบริโภค
กระนั้นตลาดเอเชียหลายแห่งยังคงมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ ตลอดไปจนถึงแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐที่ได้ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้น ซึ่งกลายเป็นภัยคุกคามต่อผลกำไรของนักลงทุนจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน เดแวน คาลู หัวหน้าฝ่ายตลาดเกิดใหม่ของอเบอร์ดีน ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ของตลาดประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั่วโลกว่า แม้ว่าในระยะยาวตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่จะอยู่ในทิศทางสดใส โดยสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคและภาคเอกชนในหลายประเทศที่ดีขึ้นดูเหมือนว่าจะช่วยให้ผลตอบแทนในตลาดหุ้นของประเทศเหล่านี้ดีขึ้น
ทว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้น ได้เกิดปรากฏการณ์การไหลออกของทุนจากตลาดเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เช่น ในปี 2014 นั้น มีปริมาณเงินไหลออกจากตลาดหลักทรัพย์ของประเทศเหล่านี้สูงถึง 2.5
หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลต่อนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ รวมไปถึงความวิตกกังวลต่อการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในหลายๆ ประเทศ ซึ่งหลายๆ ประเทศได้พยายามแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง เช่น อินเดีย คาดว่าปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะลดต่ำลงมาอยู่ที่ 1.3% ของจีดีพีในปีการเงินนี้ ลดลงจากเดิมที่ 4.8% ของจีดีพีในระหว่างปี 2012-2013
ยิ่งไปกว่านั้น การอ่อนตัวลงของราคาน้ำมันยังช่วยให้ตลาดเกิดใหม่สามารถลดภาระการอุดหนุนราคาน้ำมันลงได้ และสามารถใช้งบประมาณส่วนเกินไปพัฒนาด้านอื่นๆ และยังทำให้สถานการณ์ของงบประมาณดีขึ้นด้วยเช่นกัน







