
"น้ำมันทำพิษ" ยอดควบรวมแบงก์อาเซียนฮวบ
สถาบันการเงินต่างๆ ไม่เต็มใจนักที่จะดำเนินการควบรวมกิจการเนื่องจากภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ต้องถือว่าปีนี้เป็นปีที่ยากสำหรับบรรดาสถาบันการเงิน เนื่องจากอัตราการควบรวมกิจการและการเปิดไอพีโอในตลาดหุ้นของบรรดาสถาบันการเงินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ดิ่งตัวลงอย่างรุนแรงสร้างความลำบากใจให้กับธุรกิจ
ข้อมูลซึ่งรวบรวมโดยบลูมเบิร์ก เปิดเผยว่า การเสนอขายหุ้นไอพีโอในตลาดหุ้นสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนอยู่ในภาวะซบเซามากที่สุดในรอบ 6 ปี โดยปีนี้ไม่มีการเสนอขายหุ้นไอพีโอที่มีมูลค่ามากกว่า 25 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่สัดส่วนการควบรวมกิจการในอาเซียนปรับตัวลดลงถึง 45% ถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตปี 2009 พร้อมกับแผนการควบรวมกิจการกว่า 1 ใน 5 ได้ถูกยกเลิกในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเท่ากับมีมูลค่ากว่า 4.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ ภาวะขาดแคลนการควบรวมกิจการทำให้สถาบันการเงินรายใหญ่อย่าง โกลด์แมน แซคส์ ปรับลดขนาดทีมลงทุนสถาบันการเงินลง 30% ขณะที่เอชเอสบีซี แบงก์ ออฟ อเมริกา และยูบีเอส กำลังถอนทุนออกจากอาเซียน
บลูมเบิร์ก ระบุว่า สถาบันการเงินต่างๆ ไม่เต็มใจนักที่จะดำเนินการควบรวมกิจการหรือระดมทุนผ่านตลาดหุ้นเนื่องจากภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำกลายเป็นการบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียน โดยเฉพาะมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสองประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก
“ตลาดกำลังอยู่ในภาวะหดหู่ สำหรับในอาเซียนธุรกิจรายใหญ่และบรรดามหาเศรษฐีกำลังอยู่รอความเคลื่อนไหวในตลาด”นิโคลัส เต๋านักกลยุทธ์จากซีเอ็มซี มาร์เก็ตส์ ในสิงคโปร์ กล่าว
ด้าน ทิม เลสเนอร์ ประธานฝ่ายอาเซียนของโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า ยังคงไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนักในด้านกลยุทธ์และกลุ่มลูกค้า แต่เจ้าตัวคาดการณ์ว่า ความคึกคักในตลาดหุ้นยังถือเป็นสิ่งท้าทายในตอนนี้ ขณะที่ตัวแทนจาก แบงก์ ออฟ อเมริกา เอชเอสบีซี และยูบีเอส ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น
ภาวะราคาน้ำมันดิ่งตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้แผนการควบรวมกิจการหลายแห่งล้มเหลว เช่น กรณีของ ซีเอ็มบีซี ซึ่งประกาศยกเลิกการควบรวมกิจการกับธนาคารรายใหญ่ของมาเลเซียอีก 2 แห่ง ได้แก่ อาร์เอชบี แคปิตัล และ มาเลเซีย บิลดิ้ง โซไซตี้ (เอ็มบีเอสบี) ซึ่งมีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยให้เหตุผลเรื่องสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของมาเลเซียไม่เอื้ออำนวยจากราคาน้ำมัน
บลูมเบิร์ก ยังอ้างว่า การยกเลิกแผนการควบรวมกิจการยังรวมถึง กรณี เจริญ สิริวัฒนภัคดี นักธุรกิจผู้รวยที่สุดในประเทศไทยยกเลิกแผนการซื้อกิจการ ยูไนเต็ด เอ็นจีเนียร์ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในสิงคโปร์อีกด้วย หลังจากไม่สามารถตกลงเรื่องราคากันได้
นอกจากนี้ ตามการคาดการณ์ของบอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป ในฮ่องกง สถาบันทางการเงินหลายแห่งซึ่งควบคุมโดยสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด และ แมคควารี กรุ๊ป ยังได้ปรับลดพนักงานในตำแหน่งด้านการลงทุนลงอีก 400 ตำแหน่งทั่วเอเชียตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาอีกด้วย และอาจจะมีการปรับลดการจ้างงานมากขึ้น หากการควบรวมกิจการยังคงอยู่ในอัตราต่ำ
“จริงๆ ตลาดในเอเชียสดใสมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทั้งธนาคารท้องถิ่นและต่างชาติต่างเพิ่มการจ้างงานอย่างร้อนแรง ซึ่งตอนนั้นพวกเขาไม่ได้คิดหรอกว่า ตลาดในปัจจุบันไม่ได้เติบโตอย่างรวดเร็วอีกต่อไป” นิค การ์ดีเนอร์ กรรมการผู้จัดการของบอสตัน คอนซัลติ้ง ในฮ่องกง กล่าว
ข้อมูลจากบลูมเบิร์กยังฉายภาพให้เห็นอีกว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน เป็นกองทุนที่มีเฉิดฉายที่สุดในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยสามารถระดมทุนได้ถึง 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการเสนอขายช่วงเดือน ก.พ. ซึ่งคิดเป็นมูลค่าครึ่งหนึ่งของการขายหุ้นไอพีโอในปีนี้ นอกจากนี้ การหายหุ้นไอพีโอซึ่งมีมูลค่าเกิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้นคือ การขายหุ้นไอพีโอของ มาลาคอฟ ธุรกิจผลิตพลังงานของมาเลเซีย ซึ่งระดมทุนได้ 770 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่การเสนอขายไอพีโอในสิงคโปร์ชะลอตัวลงเนื่องจากการคาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ย โดยมีเอกชนเพียง 2 แห่งเท่านั้นที่เสนอขายไอพีโอในปีนี้ และมีมูลค่ารวมกันเพียง 33 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ลดลงจากสัดส่วน 721 เหรียญสหรัฐ ของปีที่แล้ว
ด้าน อลัน ริชาร์ดสัน ผู้จัดการฝ่ายการเงินของฮ่องกงของซัมซุง แอสเซ็ท แมเนจเมนต์ ในฮ่องกง ซึ่งดูแลกองทุนมูลค่า 1.12 แสนล้านเหรียญสหรัฐ กล่าวว่า มีหวังน้อยมากที่ตลาดเอเชียจะกลับมาคึกคักอีกในปีนี้
“เรามองว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในอาเซียนยังคงอ่อนแอตามความไม่มั่นคงของเศรษฐกิจโลก” ริชาร์ดสัน กล่าว
ล่าสุด ภาวะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดในปีนี้กำลังทำให้ธุรกิจขุดเจาะน้ำมันในชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง และอาจจะทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงอีก โดย ไพโอเนียร์ เนจูรัล รีซอร์เซส ผู้สำรวจแหล่งเชลออยล์ เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะสำรวจหลุมขุดเจาะใหม่อย่างเร็วที่สุดในช่วง ก.ค.ปีนี้ เช่นเดียวกับผู้สำรวจเชลออยล์รายอื่น เช่น เดวอน เอ็นเนอร์จี คอร์ป และเช็คสเปียร์ เอ็นเนอร์จี คอร์ป ที่ปรับเพิ่มคาดการณ์กำลังการผลิตในปีนี้







