
ปัญหาจีนต่อเอเชีย
วิลเลียม เปเส็ก คอลัมนิสต์ชื่อดังจากบลูมเบิร์ก แสดงทรรศนะว่า การที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ปรับลดสัดส่วนเงินทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) ถึง 1% เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นการสะท้อนว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนนั้นรวดเร็วกว่าที่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง คาดการณ์ไว้ และเป็นสัญญาณเตือนถึงชาติต่างๆ ในเอเชียที่พึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนด้วย
วิลเลียม เปเส็ก คอลัมนิสต์ชื่อดังจากบลูมเบิร์ก แสดงทรรศนะว่า การที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ปรับลดสัดส่วนเงินทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) ถึง 1% เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นการสะท้อนว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนนั้นรวดเร็วกว่าที่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง คาดการณ์ไว้ และเป็นสัญญาณเตือนถึงชาติต่างๆ ในเอเชียที่พึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนด้วย
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2008 เศรษฐกิจจีนเติบโตด้วยการพึ่งพาการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทว่า ปัจจุบันภาคดังกล่าวอยู่ในภาวะล้นตลาด จึงทำให้ผู้นำจีน และโจวเสี่ยวฉวน ผู้ว่าการพีบีโอซีต้องพึ่งพาการดีดตัวขึ้นของตลาดหุ้นในการพยุงเศรษฐกิจ
กระนั้น กลยุทธ์การพึ่งพาตลาดหุ้นจะเป็นทางที่ยั่งยืนหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดยอ้างอิงจาก อดัม เชลเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์ของออกซฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ว่า การพึ่งพาตลาดหุ้นมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงด้านลบให้กับเศรษฐกิจเอง เช่น หนี้เสีย ปัญหาภาคธนาคาร และการไหลออกของเงินทุน
เปเส็ก ได้ระบุต่อไปว่า ที่แน่นอนก็คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจะส่งผลกระทบไปทั่วภูมิภาค ซึ่งการชะลอตัวลงของจีนก็เริ่มเปิดเผยให้เห็นปัญหาของชาติในเอเชียที่กำลังพัฒนามากขึ้นแล้ว ฉะนั้น เอเชียจำเป็นต้องมีแผนการเติบโตที่ลดการพึ่งพาจีน และกระตุ้นความต้องการในประเทศ
ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียควรที่จะเริ่มผ่อนคลายข้อกีดกันทางการค้า ผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ ปราบปรามการคอร์รัปชั่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และลดภาษีของสินค้าที่ผลิตในภูมิภาคเพื่อเพิ่มการส่งออก ที่ในท้ายที่สุดจะช่วยเพิ่มค่าแรงให้แรงงาน







