
"เยลเลน" ลั่นเฟดทยอยขึ้นดอกเบี้ย
เยลเลนเผยจะขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากวิตกเศรษฐกิจยังไม่แข็งแรงและหวั่นกระทบตลาดแรงงาน
เยลเลนเผยจะขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากวิตกเศรษฐกิจยังไม่แข็งแรงและหวั่นกระทบตลาดแรงงาน
เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่าง “ค่อยเป็นค่อยไป” เนื่องจากตลาดแรงงานในสหรัฐยังคงซบเซาและยังคงมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และร่องรอยความเสียหายจากวิกฤตการเงินปี 2008
เยลเลน ระบุว่า เฟดไม่จำเป็นต้องรอให้เงินเฟ้อดีขึ้นก่อนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ยอมรับว่าเงินเฟ้ออ่อนแอและค่าแรงที่ขยายตัวต่ำทำให้รู้สึก “อึดอัด” ที่จะใช้นโยบายทางการเงินแบบเข้มงวด
“ฉันมักคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อนข้างค่อยเป็นค่อยไป จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมอีก 2-3 ปีข้างหน้า” เยลเลน กล่าว
สัปดาห์ที่แล้ว เฟดยกเลิกการใช้คำว่า “อดทน” ในประโยคที่ระบุถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยในแถลงการณ์หลังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) แต่เฟดยังคงย้ำว่าจะไม่เร่งรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างคาดการณ์กันว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในช่วง ก.ย.ปีนี้ และน่าจะมีอัตราการปรับขึ้นที่ราว 1% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่น้อยกว่าช่วงการปรับขึ้นดอกเบี้ยก่อนหน้านี้ถึงครึ่งหนึ่ง
เยลเลน ยังกล่าวต่อไปว่า ยังไม่ควรนำกฎเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ระบุให้อัตราดอกเบี้ยต้องสูงกว่าในปัจจุบันมาใช้ตอนนี้ เนื่องจากตลาดแรงงานยังมีความซบเซาจนรู้สึกได้ และอ้างผลการศึกษาจากหลายแห่งที่ระบุตรงกันว่า เศรษฐกิจสหรัฐอาจมีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัว เนื่องจากการลดลงของอัตราการผลิตอันเกิดจากข้อจำกัดทางเทคโนโลยี
“ยกตัวอย่างเช่น จำนวนผู้ทำงานชั่วคราว ซึ่งหวังที่จะทำงานประจำยังคงสูงอยู่ และแรงงานที่หมดกำลังใจก็ไม่สามารถหางานใหม่ได้” ผู้ว่าการเฟด ระบุ
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ ทำให้เฟดไม่มีเครื่องมือเหลือในการจัดการกับภาวะเศรษฐกิจชะลอที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ เฟดยังลำบากใจที่จะนำนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) กลับมาใช้อีก เพื่อกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำเนื่องจากงบดุลของเฟดในขณะนี้ขยายตัวขึ้นมากแล้ว
ทั้งนี้ เฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำใกล้ศูนย์มาตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 ถึงแม้ว่าอัตราการว่างงานจะลดลงมาใกล้ระดับปกติที่ 5.5% ถือว่าลดลงจากช่วงวิกฤต 10% ซึ่งเป็นตัวเลขที่เฟดใช้เป็นเกณฑ์ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย







