
เฉียดแข็งสุดรอบ 11 ปี
ค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นอยู่ใกล้ระดับแข็งค่าที่สุดในรอบ 11 ปี เมื่อวันที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นอยู่ใกล้ระดับแข็งค่าที่สุดในรอบ 11 ปี เมื่อวันที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน โดยการตัดลดดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 4 เดือน ที่สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินมาตรการทางการเงินที่แตกต่างระหว่างสหรัฐ และประเทศอื่นๆ ที่เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ได้ประกาศผ่านเว็บไซต์ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ว่า จะดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากรายปีลง 0.25% เหลือเพียง 2.5% และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ลงไปอยู่ที่ 5.35% ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแดนมังกรที่ส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด
ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีที่ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลักทั่วโลก ได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดยได้แข็งค่าไปแตะระดับ 95.505 ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2003 หรือแข็งค่าที่สุดในรอบ 11 ปี ก่อนที่ต่อมาเงินเหรียญสหรัฐจะย่อตัว อ่อนค่าลงไปเล็กน้อย
“การปรับลดอัตราดอกเบี้ยโดยพีบีโอซี เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นของความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีน และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นว่า นโยบายการเงินทั่วโลกถูกผ่อนคลายเป็นเรื่องปกติ นอกเหนือจากสหรัฐ” นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเอเอ็นซี กล่าว
ขณะเดียวกัน บลูมเบิร์กเปิดเผยรายงานกึ่งวิเคราะห์ ระบุว่า แม้ว่าเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา การปรับตัวแข็งค่ามากขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค.ปีที่แล้ว ทว่าแนวโน้มที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าต่อเนื่องนั้นจะยังเกิดขึ้นต่อไป
“เรามีแนวโน้มที่จะเห็นนักลงทุนเคลื่อนย้ายเงินไปยังสหรัฐ เนื่องจากว่าอัตราดอกเบี้ยดูน่าดึงดูดมากกว่าอัตราดอกเบี้ยที่อื่นๆ ในโลก รวมทั้งความคาดหวังที่ว่าเฟดจะเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้จะยังคงสนับสนุน (การแข็งค่าของ) ดอลลาร์” เคท วาร์น นักวางกลยุทธ์การลงทุนของเอ็ดเวิร์ด แอนด์ โจนส์ ในสหรัฐ กล่าว
ขณะที่ เจนนิเฟอร์ เวล หัวหน้า นักวิเคราะห์ตราสารหนี้ของ ยูเอส แบงก์ เวลท์ เมเนจเมนท์ ระบุว่า การแข็งค่าของค่าเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มที่จะเป็นไปในระดับปานกลาง มากกว่าที่จะเป็นแบบช่วง 6-8 เดือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้แล้ว บลูมเบิร์กยังรายงานด้วยว่า การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐที่ชะลอตัวลง หลังจากที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐนั้นเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์อาจจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐไม่รีบเร่งที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยด้วย ไม่เพียงเท่านั้นท่าทีของ เจเน็ต เยลเลน ยังค่อนข้างชัดเจนว่าจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย ภายในการประชุมอย่างน้อย 2 ครั้งต่อจากนี้
ท่ามกลางการปรับตัวแข็งค่ามากขึ้นของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ค่าเงินในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่กลับปรับตัวอ่อนค่าลดลงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินหยวนของจีนที่ได้อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำที่สุดในรอบมากกว่า 2 ปี อันเป็นผลมาจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ได้ส่งผลเชิงลบต่อค่าเงิน
ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมา ก็ปรับตัวอ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี ภายหลังจากที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ส่งสัญญาณว่า การอ่อนค่าของค่าเงินเป็นผลดีต่อการเพิ่มความสามารถการแข่งขันในการส่งออก
“สกุลเงินในภูมิภาคนั้นมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับค่าเงินหยวน ดังนั้นแล้วการตัดลดดอกเบี้ยจะกระทบต่อตลาด” สักเทียนดิ สุพัท หัวหน้านักวิจัยค่าเงินต่างประเทศของ มาลายัน แบงก์กิ้ง กล่าว
เช่นเดียวกันกับค่าเงินริงกิตของมาเลเซียที่ปรับตัวอ่อนค่าจากมาตรการของพีบีโอซีเช่นกัน เนื่องจากเกิดความกังวลว่า การตัดลดดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินหยวนจะอ่อนค่ามากลงไปอีก และจะกระทบต่อภาคการส่งออกของมาเลเซีย







