
ขนส่งไทยสยายปีก เร่งเครื่องบริการครบวงจร
ปี 2558 นี้ จะเป็นปีที่ธุรกิจขนส่งของไทยมีการเติบโตที่ดีขึ้นจากการฟื้นตัวของธุรกิจภายในประเทศ
ปี 2558 นี้ จะเป็นปีที่ธุรกิจขนส่งของไทยมีการเติบโตที่ดีขึ้นจากการฟื้นตัวของธุรกิจภายในประเทศ และจากโอกาสจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ และมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะตลาดประเทศซีแอลเอ็มวี ซึ่งมีพรมแดนติดกับไทย และสามารถเชื่อมต่อกับไทยได้ทางถนน โดยเฉพาะโอกาสของธุรกิจการขนส่งผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารด้วยการควบคุมอุณหภูมิ (Food Cold Chain) ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและสามารถเติบโตได้อีกมาก
อย่างไรก็ดี ยังคงมีประเด็นท้าทายสำหรับธุรกิจอยู่อีกมาก เพราะนอกจากผู้ประกอบการไทยที่มองเห็นโอกาสที่สดใสจากเออีซีแล้ว บรรดาผู้ประกอบการต่างชาติรายใหญ่จากต่างประเทศก็เล็งโอกาสทองเหล่านี้เช่นกัน อาทิ กลุ่มทุนจีนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้ใช้เส้นทาง R3A ที่เชื่อมระหว่างจีนตอนใต้ ลาว และไทย เพื่อใช้ขนส่งสินค้า โดยผู้ประกอบการจีนมีความเชี่ยวชาญในเส้นทางดังกล่าว และได้แสวงหาโอกาสเพิ่มขึ้น เช่น การสร้างศูนย์โลจิสติกส์ ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เพื่อใช้พัก ขนถ่ายสินค้าที่จะส่งต่อไปยังกรุงเทพฯ และประเทศอื่นในอาเซียน
ขณะที่ทุนจากญี่ปุ่นและฮ่องกง โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นได้เข้ามาให้บริการจัดการโลจิสติกส์ของกลุ่มอุตสาหกรรมญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในไทยและอาเซียน ส่วนทุนจากยุโรป ที่มีความชำนาญและมีระบบจัดการทันสมัย และมีการลงทุนอยู่แล้ว เริ่มเห็นโอกาสให้บริการระบบซัพพลายเชนครบวงจร และขยายพื้นที่คลังสินค้าในภูมิภาคต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยมีจุดแข็งจากการเป็นเจ้าถิ่นที่มีประสบการณ์ในพื้นที่มานาน เชี่ยวชาญด้านเส้นทาง และมีเครือข่ายพันธมิตรด้านธุรกิจ อีกทั้งยังมีสายสัมพันธ์อันดีในการเป็นคู่ค้ากับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศ และเชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบ พิธีการศุลกากรต่างๆ
นอกจากจะลงทุนในประเทศแล้ว ก็ยังมีโอกาสขยายธุรกิจไปในประเทศเพื่อนบ้าน โดยปัจจุบันผู้ประกอบการขนส่งรายใหญ่ได้เข้าไปทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้านด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่างกันไป ขณะที่ผู้ประกอบการรายกลางจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อร่วมในการขนถ่ายสินค้าระหว่างกัน
อย่างไรก็ดี การแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นในอนาคต อาจจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยรายกลางและรายเล็กจำเป็นต้องเร่งพัฒนาตนเอง เพื่อประสิทธิภาพในการบริการขนส่งที่ครบวงจรและเป็นมาตรฐานสากลขึ้น รวมถึงอาจต้องพัฒนาบุคลากรในองค์กรให้มีทักษะความรู้ด้านการจัดการโลจิสติกส์ที่มีศักยภาพอีกด้วย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เสนอแนะว่า ภาครัฐควรให้การสนับสนุนภาคการขนส่ง โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งการตั้งนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ การตั้งจุดพักรถบรรทุก และศูนย์กระจายสินค้าในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ รวมถึงปรับปรุงกฎระเบียบศุลกากรในกระบวนการขนส่งข้ามแดนและผ่านแดนให้ทันสมัยและรวดเร็วเพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าขนส่ง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย
รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่เป้าหมายที่จะมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งที่เชื่อมปัจจัยการผลิต ระบบการผลิต ห่วงโซ่การผลิตระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการไทย ทั้งผู้ประกอบการที่เข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตและผู้ประกอบการขนส่งที่เข้าไปให้บริการอุตสาหกรรมนั้นๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน และท้ายที่สุดจะสามารถผลักดันให้ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาคได้







