
ยลเยือนเมืองสีเขียว ต้นแบบคาร์บอนฯ ต่ำในญี่ปุ่น
“มนุษย์จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยไม่กระทบต่อวิถีชีวิตได้หรือไม่”
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
“มนุษย์จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยไม่กระทบต่อวิถีชีวิตได้หรือไม่” คือโจทย์ที่ท้าทายมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง เมื่อในทุกๆ จังหวะของการใช้ชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวพันกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ล้วนก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ทำลายชั้นบรรยากาศทั้งสิ้น
กระนั้น แม้จะเป็นเรื่องยากแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ โดยมีต้นแบบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์แล้วที่ชุมชนเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมโตโยต้า หรือ “โตโยต้า อีโคฟูล ทาวน์” ชุมชนต้นแบบที่จำลองการผสมผสานการใช้พลังงานให้เกื้อหนุนกันระหว่างคน รถยนต์และที่อยู่อาศัยอย่างกลมกลื่น ภายใต้แนวคิดของการเป็นเมืองคาร์บอนฯ ต่ำ ที่จะขับเคลื่อนด้วยระบบเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม
เคล็ดลับคาร์บอนฯ ต่ำ
ทั้งนี้ แต่เดิมเมืองต้นแบบแห่งนี้มีชื่อว่าเมืองโคโรโมะ ก่อนเปลี่ยนเป็นชื่อเมืองโตโยต้าในปัจจุบัน สืบเนื่องจากความสัมพันธ์อันดีและความผูกพันแน่นแฟ้นระหว่างบริษัทกับชุมชน ทำให้มีการเปลี่ยนชื่อเมืองในที่สุด ซึ่งเมืองคาร์บอนฯ ต่ำเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2013 โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนชุมชนที่อยู่อาศัย ส่วนพื้นที่สูงสำหรับเกษตร และส่วนพื้นที่ป่าและภูเขา
สำหรับเคล็ดลับของการเป็นเมืองคาร์บอนฯ ต่ำนี้ คือการผลักดันปรับเปลี่ยนให้ชุมชนซึ่งเป็นส่วนที่มีการใช้พลังงานมากที่สุดหันมาใช้พลังงานสะอาดแทน โดยพัฒนาที่อยู่อาศัยให้เป็นบ้านอัจฉริยะ (สมาร์ทเฮาส์) ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานอื่นๆ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในระดับต่ำ
ขณะเดียวกัน ภายในสมาร์ทเฮาส์ยังมีระบบการจัดการพลังงาน (เฮมส์) ที่ช่วยวางแผนการผลิตไฟฟ้า กักเก็บไฟฟ้า และแผนบริหารจัดการไฟฟ้าให้เพียงพอต่อการใช้งาน
รู้จักระบบเฮมส์
ระบบเฮมส์นี้จะทำหน้าที่ชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ในเวลากลางวันเก็บสำรองไว้ในแบตเตอรี่เพื่อใช้ในเวลากลางคืนซึ่งเป็นช่วงที่ใช้ไฟฟ้ากันมาก โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อเครื่องใช้ไฟฟ้านานาประเภท เช่น หลอดไฟ เครื่องทำน้ำอุ่น หรือแม้กระทั่งเป็นการชาร์จไฟฟ้าให้กับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา
ทว่าสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดทำให้สมาร์ทเฮาส์ยากที่จะผลิตพลังงานได้อย่างมีเสถียรภาพ
ทางเมืองโตโยต้าแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการตั้งระบบจัดการข้อมูลพลังงานของเมือง (อีดีเอ็มเอส) เนื่องจากบ้านแต่ละหลังมีอัตราการใช้พลังงานที่ไม่เท่ากัน ระบบดังกล่าวจึงเปิดโอกาสให้บ้านที่ใช้ไฟฟ้าน้อยสามารถขายไฟฟ้าให้บ้านที่ต้องการใช้ไฟฟ้ามากได้
เรียกได้ว่า ระบบเฮมส์และอีดีเอ็มเอส คือ สองเสาหลักสำคัญสำหรับเมืองคาร์บอนฯ ต่ำแห่งนี้
สู่การเป็นเมืองสีเขียว
นอกจากนี้ เมืองโตโยต้ายังต่อยอดสู่การเป็นเมืองสีเขียวอย่างแท้จริงมากขึ้น ด้วยการพัฒนาการปลูกผักแบบ “ไฮโดรโปรนิกส์พลังแสงอาทิตย์” แทนการใช้ไฟฟ้าจากส่วนกลางแบบเดิม
ด้านพื้นที่ป่าซึ่งเป็นแหล่งจัดการก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ชั้นยอดที่มีมากถึง 68.32% ได้นำมาใช้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนให้คนใช้ไม้จากท้องถิ่นเพื่อการสร้างบ้าน
ปัจจุบันเมืองโตโยต้ากำลังรับเอาโมเดล “โตโยต้า อีโคฟูล ทาวน์” มาปฏิบัติจริงโดยมีเป้าหมายในการลดปริมาณคาร์บอนฯ ให้ได้ 30% ในปี 2030 และอีก 50% ในปี 2050 ขณะที่บ้านหลายหลังในเมืองโตโยต้าได้รับการพัฒนาให้เป็นบ้านอัจฉริยะแล้ว เพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่แน่ว่าเมืองสีเขียวแห่งนี้ จะเป็นต้นแบบของสังคมเมืองที่มนุษย์จะใช้ชีิวิตในอนาคตข้างหน้านี้
เหตุผลต้องลดคาร์บอนฯ
มนุษย์ใช้น้ำมันเป็นพลังงานในการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมากสู่ชั้นบรรยากาศโลก ก๊าซประเภทนี้มีคุณสมบัติในการกักเก็บรังสีความร้อนจากแสงอาทิตย์และสกัดกั้นไม่ให้โลกระบายความร้อนออก จนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน อันกลายเป็นชนวนเหตุเภทภัยธรรมชาติที่รุนแรงและสภาพอากาศแปรปรวน







