
Chugoku 4
ทานไอศกรีมเสร็จสรรพ ก็ได้เวลาเดินข้ามสะพาน Kintai สะพานนี้มีความยาว 193.3 เมตร ถ้าวัดเป็นเส้นตรง
ทานไอศกรีมเสร็จสรรพ ก็ได้เวลาเดินข้ามสะพาน Kintai สะพานนี้มีความยาว 193.3 เมตร ถ้าวัดเป็นเส้นตรง แต่ถ้าวัดตามระยะโค้งด้วยก็เพิ่มมาอีกหน่อยเป็น 210 เมตร กว้าง 5 เมตร เดินไปก็นึกถึงซามูไรสมัยก่อนต้องใส่เกี๊ยะเดินข้ามสะพานเสียงดังก๊อกๆ แก๊กๆ น่าสนุกดี จากกลางสะพานก็มองเห็นโรงแรม Iwakuni Kokusai Kanko ที่เราจะพักคืนนี้ได้ ใครอยากเห็นวิวสะพานคินไตทั้งคืนทั้งวันต้องมานอนที่โรงแรมนี้ และเท่าที่สังเกตดูรอบๆ ก็มีแต่โรงแรมนี้แห่งเดียวเท่านั้น เป็นโรงแรมสไตล์ญี่ปุ่นที่มีห้องนอนเสื่อเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีห้องเตียงไว้บริการผู้สูงอายุที่นอนฟูกไม่สะดวกด้วยเหมือนกัน และแน่นอนต้องมีน้ำแร่ด้วย ห้องอาบน้ำของที่นี่ดีตรงที่มีบ่อกลางแจ้งมองเห็นวิวสะพานชัดแจ๋ว ผมขึ้นไปแช่ทั้งค่ำและเช้าเลย ตอนค่ำไปนอนแช่น้ำดูดาว ส่วนตอนเช้าไปนั่งแช่ชมสะพาน มีความสุขมากครับ
อาหารค่ำของที่นี่เป็นชุดไคเซกิที่เสิร์ฟอาหารหลากหลาย จานแรกเป็นออร์เดิร์ฟ ตามด้วยของดิบเป็นซาชิมิ 5 อย่าง สดทุกชิ้น โดยเฉพาะฮามาจิ ของต้มเป็นปลาไหลและฟัก อีกถ้วยเป็นหมูอบในซอสมะเขือเทศ ของทอดเป็นเทมปุระปลาและรากบัวทั้งกรอบและอร่อยยิ่งได้เกลือป่นมาเป็นเครื่องจิ้มยิ่งเข้ากันดี ของดองเป็นปลาซาบะดองน้ำส้ม เสิร์ฟมาพร้อมข้าวซูชิ ซุป และผักดอง ซูชิหน้าตาแปลกกว่าที่เคยทานมา ได้ความว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองอิวะคุนิ มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Tonosama Sushi แต่ชาวบ้านเรียกกันว่า Sushi Cake เพราะกระบวนการทำที่แตกต่างจากซูชิอื่นๆ ที่เคยเห็นมา อย่างที่เราคุ้นตาก็มักจะปั้นด้วยมือและมีขนาดพอคำ ที่ดูใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็เป็นข้าวกด Oshizushi ของแถบคันไซ แต่ของ Iwakuni นี่ เขาใช้ข้าวปริมาณมาก 4-5 ลิตร อัดลงไปในกล่องไม้ขนาดลังเบียร์เป็นชั้นๆ สลับกับเครื่อง ซึ่งประกอบด้วย ผักเขียว เห็ดหอมปรุงสุก ไข่ม้วนที่หั่นเป็นเส้นบางๆ และเนื้อปลา SawaraหรือAji ดอง ที่ขาดไม่ได้คือ รากบัวอันขึ้นชื่อของเมืองอิวะคุนิ เรียงประมาณ 5 ชั้น เสร็จแล้วก็ขึ้นไปเหยียบให้น้ำหนักตัวกดข้าวจนแน่นแล้วค่อยถอดฝาลังออกทีละข้าง เหลือเป็นซูชิก้อนสี่เหลี่ยมขนาดยักษ์ เหมือนเค้กแต่งงาน จากนั้นค่อยตัดแบ่งเป็นชิ้นๆ เสิร์ฟ เลยเรียกกันง่ายๆ ว่า Sushi Cake และด้วยรสชาติของซูชิที่ออกเปรี้ยวอมหวานจึงทำให้ทานได้ง่ายขึ้น ทั้งๆ ที่อิ่มจากพาเหรดอาหารไคเซกิ ปิดท้ายด้วยของหวานเป็นมูสมีลูกองุ่นปอกเปลือกวางมาด้วย 2 ลูก และที่พิเศษสุดเป็นขนมไหว้พระจันทร์ บังเอิญว่าวันที่ไปนอนที่นั่นเป็นวันไหว้พระจันทร์พอดี ทางโรงแรมจึงทำขนมออกมาเลี้ยง เลยถือว่าโชคดีเพราะปกติจะไม่มีให้ทาน
อิ่มอร่อยกับมื้ออาหารค่ำแล้ว ผมก็รีบลงไปปฏิบัติภารกิจที่ตั้งใจไว้คือ ใส่ชุดยูกาตะและเกี๊ยะไม้ไปเดินเล่นบนสะพานคินไตใต้แสงจันทร์ เดินได้พักเดียวก็ต้องรีบเผ่นกลับโรงแรม เพราะทั้ง 5 โค้งของสะพานนั้นมีคนไทยใส่ชุดญี่ปุ่นเดินเดียวดายอยู่คนเดียวเลย







