
ไทยรั้งท้ายญี่ปุ่นอยากลงทุน
อินโดนีเซียมาแรง นักลงทุนญี่ปุ่นอยากลงทุนที่สุดในอาเซียน ไทยตามมาที่อันดับ 6
อินโดนีเซียมาแรง นักลงทุนญี่ปุ่นอยากลงทุนที่สุดในอาเซียน ไทยตามมาที่อันดับ 6
สำนักข่าวนิกเกอิของญี่ปุ่น เปิดเผยการสำรวจนักลงทุนญี่ปุ่นต่อความสนใจในการลงทุนในประเทศสมาชิกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เนื่องในโอกาสที่ภูมิภาคอาเซียนจะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจร่วม (เออีซี) ในปลายปีนี้ ปรากฏว่าประเทศไทยรั้ง 5 ชาติท้ายตารางประเทศที่นักลงทุนญี่ปุ่นสนใจ โดยอยู่ในอันดับ 6 จากทั้งหมด 10 ประเทศอาเซียน
รายงานระบุว่า อินโดนีเซีย คือประเทศที่นักลงทุนญี่ปุ่นสนใจต้องการลงทุนมากที่สุดโดยคิดเป็น 31% ของผู้เข้ารับการสำรวจทั้งหมด ขณะที่ประเทศไทยนั้นมีไม่ถึง 5%
ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีความได้เปรียบชาติประเทศอาเซียนอื่นๆ อยู่มาก ไม่ว่าจะมีประชากรมากถึง 250 ล้านคน และมีประชากรในวัยแรงงานที่มีอายุ 20 กลางๆ ในปริมาณมาก และยังมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวที่สูงมากอีกด้วย
โตรุ นิชิฮามา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบันวิจัยไดอิจิ ให้ความเห็นว่าสำหรับงานปฏิรูปเศรษฐกิจของประธานาธิบดี โจโก วิโดโด นั้นถือว่าสอบผ่าน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายลดการอุดหนุนพลังงาน ตลอดไปจนถึงนโยบายการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานซึ่งล้วนแต่เป็นการพัฒนาสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งการปฏิรูปเหล่านี้ล้วนแต่จะส่งอิทธิพลในด้านบวกต่อเศรษฐกิจอินโดนีเซีย และทำให้อินโดนีเซียมีแนวโน้มสู่การเติบโตในระยะยาว
ขณะที่ พม่า เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ตามมาเป็นอันดับ 2-4 ตามลำดับ โดยในปี 2015 นี้ จะเป็นปีที่สำคัญต่อเศรษฐกิจของพม่าอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์และสิ่งทอ ที่จะเริ่มมีการปฏิบัติการอย่างเป็นรูปเป็นร่างขึ้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกของพม่า
อีกทั้งในเดือน ต.ค. พม่าจะเปิดตัวตลาดหลักทรัพย์ขึ้นเป็นครั้งแรก ภายใต้การก่อตั้งร่วมกันของ ธนาคารเศรษฐกิจแห่งพม่า ซึ่งดำเนินการโดยรัฐ ร่วมมือกับสถาบันวิจัยไดวะของญี่ปุ่น กลุ่ม ตลาดหุ้นญี่ปุ่น โดยในปีแรกของการดำเนินการนี้จะมีบริษัทเอกชน 5 แห่งที่จะเปิดขายไอพีโอ และคาดว่าในช่วง 3 ปีแรกนี้น่าจะมีราวๆ 50 บริษัทที่เข้าตลาดหุ้นได้
ขณะที่สิงคโปร์ตามมาเป็นอันดับ 5 ประเทศไทย 6 และ 4 ประเทศท้ายตารางคือ กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และบรูไน
การสำรวจครั้งนี้จัดทำขึ้นระหว่างปลายเดือน พ.ย.ถึงกลางเดือน ธ.ค. โดยความร่วมมือระหว่างบริษัท นิกเกอิ เวริตาส ร่วมกับนิกเกอิ รีเสิร์ชซึ่งทำการสำรวจความเห็นจากนักวางยุทธศาสตร์การลงทุน ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดเงิน
“ประชาคมเศรษฐกิจร่วมอาเซียนจะเริ่มในปลายปี 2015 นี้ ยิ่งเป็นการเพิ่มความหวังสู่การเติบโตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีการยกเลิกภาษีศุลกากร และยังส่งเสริมการเคลื่อนย้ายของประชากร สินค้า และเงินทุนในภูมิภาคนี้มากขึ้น” นิกเกอิ ระบุ







