
วิกฤตรัสเซียไม่ลามเอเชีย
กูรูต่างชาติมั่นใจวิกฤตเศรษฐกิจรัสเซีย ไม่ลามเอเชีย-ซ้ำรอยต้มยำกุ้ง ปี 1997
กูรูต่างชาติมั่นใจวิกฤตเศรษฐกิจรัสเซีย ไม่ลามเอเชีย-ซ้ำรอยต้มยำกุ้ง ปี 1997
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานกึ่งวิเคราะห์อ้างความคิดเห็นของบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ระบุว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นประเทศรัสเซียขณะนี้ จะไม่กระทบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในเอเชีย เหมือนกับตอนที่เกิดวิกฤตการทางการเงินเอเชีย ปี 1997 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง เนื่องจากว่าประเทศต่างๆ ในเอเชียมีสถานภาพที่ดีขึ้น โดยยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศต่างๆ มีปริมาณลดลง ราคาน้ำมันถูกลง และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมากขึ้น
“นโยบายที่ดีได้ถูกจัดทำขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชีย ขณะเดียวกันหลายๆ ประเทศก็ได้ลดการอุดหนุนต่างๆ ลง อีกทั้งการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันนับเป็นสิ่งที่กระตุ้นเศรษฐกิจชั้นดี” เกลนน์ แมกกัวร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านเอเชีย-แปซิฟิก แห่งธนาคารเอเอ็นซี ระบุ
รายงานระบุต่อว่า ประเทศต่างๆ หมายรวมถึงไทย มาเลเซีย อินโดนีเซียได้ปฏิรูปเชิงโครงสร้างนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินปี 1997 ผ่านการใช้มาตรการต่างๆ ลดการใช้จ่ายของรัฐบาล และลดยอดขาดดุล มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น และมีธรรมาภิบาลที่ดีขึ้น โดยจากสถานการณ์ที่ดีขึ้นในลักษณะนี้ ที่ได้ช่วยให้ชาติในเอเชียสามารถรอดพ้นจากวิกฤตในตุรกีในปี 2001 และการผิดชำระหนี้ของอาร์เจนตินาในปี 2002 ได้
ทั้งนี้ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีปริมาณเงินทุนสำรองราว 7.3 ล้านล้านบาท (ราว 241 ล้านล้านบาท) ที่จะสามารถช่วยสนับสนุนค่าเงินของประเทศได้ ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า หนี้สินในต่างประเทศของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียก็คิดเป็นสัดส่วนเพียง 16% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เท่านั้น ในปี 2013 เทียบกับปี 1998 ที่สูงถึง 34%
“ธนาคารกลางของแต่ละประเทศในเอเชียได้ใช้มาตรฐานสากลในการรายงานเกี่ยวกับเงินทุนสำรองขณะที่ผู้กำหนดนโยบายได้ลดการสร้างหนี้ในต่างประเทศ และมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของบริษัทต่างๆ” เฟดเดอริก นิวแมนน์ นักเศรษฐศาสตร์จากศูนย์วิจัยของเอชเอสบีซี ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าว
รายงานระบุว่าราคาน้ำมันที่ถูกลง เปิดทางให้รัฐบาลต่างๆ โดยเฉพาะอินเดีย มาเลเซีย และอินโดนีเซียใช้โอกาสนี้ในการลดการอุดหนุนราคาน้ำมันด้วย
ทั้งนี้ ค่าเงินรูเบิ้ลของรัสเซียในวันที่ 19 ธ.ค. เวลา 14.10 น. ปรับตัวแข็งค่าขึ้น 2.2% เทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ โดยอยู่ที่ 60.13 รูเบิ้ล/เหรียญสหรัฐ หลังรัฐมนตรีการคลังยืนยันว่า ได้ขายเงินสกุลต่างประเทศเพื่อเข้าซื้อเงินรูเบิ้ล







