
Luxury Japan (20)
หลังจากสำรวจตู้เสบียงที่ตู้ 1 และตู้ 2 เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ก็พาเรามาที่ตู้หมายเลข 7 เพื่อชมห้อง
หลังจากสำรวจตู้เสบียงที่ตู้ 1 และตู้ 2 เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ก็พาเรามาที่ตู้หมายเลข 7 เพื่อชมห้อง Deluxe Suite ซึ่งมีเพียงแค่ 2 ห้องเท่านั้นคือ ห้อง 701 (Deluxe Suite A) และห้อง 702 (Deluxe Suite B) ทั้งสองห้องตกแต่งเหมือนกันภายใต้คอนเซ็ปต์ Japanese Flavor แตกต่างกับห้อง Suite ธรรมดาตรงขนาดของห้อง คือ 21 ตร.ม. และ 17 ตร.ม. ตามลำดับ จึงมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มสำหรับวางโซฟายาวได้อีก 1 ตัว และเพิ่มขนาดของโต๊ะเขียนหนังสือให้ยาวขึ้น ห้องนอนกับห้องนั่งเล่นก็แยกออกจากกันเป็นสัดส่วน โดยเฉพาะห้อง 701 ซึ่งอยู่ท้ายขบวนสามารถมองเห็นวิวจากหน้าต่างได้ 3 ด้าน ซ้าย ขวา และหลัง ช่วงแรกของเส้นทางหัวรถจักรจะอยู่ท้ายขบวนทำหน้าที่ผลักขบวนรถไปข้างหน้า หน้าต่างบานหลังสุดก็ยังไม่ค่อยแสดงประสิทธิภาพเท่าไหร่ แต่พอช่วงหลังมีการสลับเอาหัวรถจักรไปไว้ด้านหน้าเพื่อลากจูงขบวนรถ คราวนี้แหละครับเห็นวิวกันเต็มตาไม่อยากออกจากห้องไปไหนเลย นอกจากนี้ทั้งสองห้องยังสามารถนอนได้ถึง 3 คน โดยปรับโซฟาให้เป็นที่นอนได้อีกด้วย สนนราคาของห้องก็ต่างกันดังนี้ ห้อง Suite 180,000 เยน ห้อง Deluxe Suite B 240,000 เยน และห้อง Deluxe Suite A 280,000 เยน อันนี้เป็นราคาต่อท่านนะครับ ไม่ใช่ต่อห้อง แต่ถ้าท่านใดต้องการความเป็นส่วนตัวสูงคือนอนคนเดียวก็ต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มอีกเกือบเท่าตัว ราคานี้สำหรับเส้นทาง 2 วัน 1 คืน แบบที่ผมมา แต่ถ้าจะซื้อคอร์สยาว 4 วัน 3 คืน ก็เพิ่มเงินอีกเล็กน้อยคือ 430,000 600,000 และ 700,000 เยน ตามลำดับ คิดเล่นๆ ไป 2 ท่านนอนห้องสูทธรรมดาก็แค่ 860,000 เยน คูณอัตราแลกเปลี่ยนตอนนี้ที่ 0.28 ก็ประมาณ 240,000 บาท บวกค่าตั๋วเครื่องบินชั้นทัศนาจร 2 ใบ อีก 50,000 บาท ค่าที่พักคืนก่อนและหลังอีกสัก 15,000 บาท เบ็ดเสร็จก็ 3 แสนนิดๆ กับทริป 5 คืน ไม่แพงเลยครับสำหรับบริการสุดหรูขนาดนี้
ดูห้อง Deluxe Suite ให้อิจฉาตาร้อนเพื่อนร่วมทริปที่โชคดีจับสลากได้ 2 ห้องนี้กันเรียบร้อยแล้วก็ยังมีเวลาอิสระก่อนทานอาหารกลางวันอีกร่วมชั่วโมง ไหนๆ ก็สำรวจมา 3 ตู้แล้วก็เลยขอเดินดูรายละเอียดของอีก 4 ตู้ให้ครบกันไป การตกแต่งของแต่ละตู้ซึ่งดูเผินๆ เหมือนว่าจะคล้ายกัน แต่จริงๆ มีความต่างที่กลมกลืนมากจากสีของไม้และลายไม้ในแต่ละตู้จะไม่เหมือนกัน บางตู้จะให้บรรยากาศที่เข้มขรึม บางตู้จะสุภาพอ่อนโยน แม้แต่การจัดเรียงไม้ของพื้นทางเดินในแต่ละตู้ก็ยังมีความแตกต่างกันเลย ถ้าท่านไม่สังเกตก็จะรู้สึกว่ามันเหมือนๆ กัน อีกอย่างที่ผมเดินค้นหาคือพื้นที่ส่วนตัวของพนักงาน เพราะนับดูจำนวนเจ้าหน้าที่ต้องมีเกิน 10 คน ยังไงก็ต้องมีห้องทำงานหรือพักผ่อน รวมทั้งห้องน้ำห้องท่า ซึ่งมีจริงๆ ครับ แต่เขาแอบซ่อนเอาไว้เป็นอย่างดี เรียกว่าถ้าเดินผ่านโดยไม่สังเกตก็จะไม่ทราบ ผมเจอห้องน้ำ 2 ห้องในตู้ 2 และตู้ 6 อันนี้ไม่แปลก เพราะพนักงานต้องเข้าห้องน้ำ แต่แอบเจอห้องอาบน้ำที่ตู้ 3 ด้วยนี่สิครับต้องชมเชย เพราะความสะอาดของพนักงานเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการบริการระดับเลิศหรูแบบนี้ ลองจินตนาการดูว่าตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้าวันแรกแล้วซักแห้งไปจนเย็นวันที่ 2 นี่มันจะเหนอะหนะขนาดไหน ยังไม่นับกลิ่นเหงื่อกลิ่นตัวที่หมักหมม ถ้าไม่มีห้องอาบน้ำให้พนักงานผมเชื่อเลยว่าบรรยากาศต้องเสียไปบ้างจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ อันนี้ต้องยอมรับเลยว่าเขาคิดได้ครบถ้วนรอบด้านดีมากสำหรับการบริการระดับเจ็ดดาว นอกจากนี้ยังมีห้องเล็กๆ แอบอยู่ในตู้ที่เหลือสำหรับเคลียร์งานเอกสารและให้พนักงานสลับกันไปพักผ่อนนอนหลับได้อีกด้วย
สำรวจขบวนรถจนเป็นที่พอใจแล้วก็กลับมาพักผ่อนเก็บรายละเอียดที่ห้องเสียหน่อย เปิดตู้เย็นหยิบน้ำไซเดอร์มานั่งดื่มชมวิวข้างทางไปพลาง ผมดูจากแผนที่ตอนนี้ก็น่าจะอยู่แถวๆ จังหวัด Saga พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบและแปลงเกษตรสลับกับบ้านเรือน นั่งเพลินๆ ไปสักพักก็ได้เวลาอาหารเที่ยง ผมค่อยๆ เดินไปที่ตู้เสบียง เจ้าหน้าที่มายืนรอรับเพื่อเชิญไปยังที่นั่ง อาหารเที่ยงวันนี้เป็นอาหารกล่องครับ แต่เป็นกล่องชั้นดี เพราะเป็นอาหารแบบ Kaiseki ที่บรรจุอยู่ในกล่องเจ็ดเหลี่ยม ไม่ได้พิมพ์ผิดนะครับ เจ็ดเหลี่ยมจริงๆ ตอนแรกที่นั่งทานผมก็ไม่ทันสังเกต พอกลับมานั่งดูรูปเห็นเหลี่ยมมุมมันพิกล เลยลองนับดูถึงรู้ว่ามีเจ็ดเหลี่ยม อย่างที่บอกไปแล้วว่าบนรถไฟขบวนนี้อะไรที่ลงล็อกเจ็ดได้เขาจับลงหมด กล่องทรงสูงที่เสิร์ฟมามี 2 ชั้น พอเปิดฝากล่องชั้นแรกมาก็เจอถ้วยเล็กๆ เจ็ดถ้วยเป็น Appertizer อาทิ เต้าหู้ เห็ดหอม มันเทศ เนื้อไก่ ส่วนชั้นที่ 2 เป็นจานปลาปักเป้าซาชิมิ นอกจากอาหารในกล่องแล้วยังมีจานแยกมาอีก มีทั้งไข่ตุ๋นที่ใช้ไข่คุณภาพสูงจากฟาร์มที่มีข้อตกลงกับบริษัท JR Kyushu ตามด้วยหอย Sazae ย่างประดับประดาด้วยพริกหวานและขนมปังตัดเป็นรูปดาวเจ็ดดวง เนื้อหอยกรุบๆ เค็มๆ เคี้ยวเพลินดี ที่ขาดไม่ได้คือ Okyuto อาหารท้องถิ่นของ Hakata ที่เสิร์ฟมาในลูกมะเขือเทศใบเบ้อเร่อ ท็อปปิ้งด้วยไข่ปลาเมนไทโกะหมักไวน์แดง จานนี้โดดเด่นมาก ผมซัดหมดจนไม่เหลืออะไรในจานเลย ปิดคอร์สอาหารคาวด้วยข้าวอบปลาหมึก Wappa-meshi เสิร์ฟมาในกระบะนึ่งขนาดย่อมพร้อมเครื่องเคียง 2 อย่าง คือ ไข่หอยเม่นและไข่ลวก เวลาทานก็คล้ายๆ กับทาน Hitsumabushi โดยแบ่งข้าวออกเป็นส่วนๆ ส่วนแรกทานเปล่าๆ ไม่ต้องใส่เครื่อง ส่วนที่สองท็อปปิ้งด้วยไข่หอยเม่นในโชยุ ส่วนที่สามตอกไข่ลวกลงบนข้าวเหยาะโชยุที่เหลือจากไข่หอยเม่นลงไปหน่อย ลำพังข้าวอบปลาหมึกก็อร่อยแล้ว พอได้ท็อปปิ้งที่ต่างกันก็เหมือนได้เมนูใหม่อีก 2 เมนูเลย ปิดท้ายด้วยของหวานหน้าตาดี เกินอิ่มไปนิดนึงแต่ก็พอไหว เพราะอร่อยหมดทุกเมนู ทานอาหารเสร็จก็ย้ายไปนั่งดื่มกาแฟที่หัวขบวน ชมวิวทิวทัศน์อย่างสำราญใจ
ถึงจะนั่งรถไฟมาได้แค่ 3-4 ชั่วโมง แต่ก็เริ่มติดใจในความสบายแล้วครับ บางครั้งการจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อความสบายและความเป็นส่วนตัว ก็อาจจะคุ้มค่ากว่าการจ่ายเงินน้อยแต่ไม่ถูกอกถูกใจ ใช่มั้ยครับ







