
ไอเอ็มเอฟเตือนวิกฤตยูโรโซนสะเทือนเอเชีย
ไอเอ็มเอฟเตือนเอเชีย เตรียมรับมือผลกระทบวิกฤตหนี้ยูโรโซน ท่ามกลางความตื่นตระหนกของนักลงทุนในตลาดเอเชีย แต่ออสเตรเลียยันไม่หวั่น
ไอเอ็มเอฟเตือนเอเชีย เตรียมรับมือผลกระทบวิกฤตหนี้ยูโรโซน ท่ามกลางความตื่นตระหนกของนักลงทุนในตลาดเอเชีย แต่ออสเตรเลียยันไม่หวั่น
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เตือนเอเชียอาจได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้ของยุโรป ที่กำลังก่อตัวรุนแรงขึ้นและกระจายไปทั่วภูมิภาค
“ปัญหาในยุโรปจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งเกี่ยวโยงกับภูมิภาคเอเชียที่ยังคงพึ่งพาความต้องการจากภายนอกเป็นปัจจัยสำคัญ” นาโอยูกิ|ชิโนฮาระ รองกรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ กล่าวในระหว่างการประชุมที่จัดขึ้นที่สิงคโปร์ โดยธนาคารกลางสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ชิโนฮาระ กล่าวว่า ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นจากฐานะทางการเงินจะสามารถส่งผลแพร่กระจายผ่านช่องทางการระดมทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาธนาคารต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งระดมทุน
ชิโนฮาระ กล่าวด้วยว่า ภาพรวมของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กำลังสดใสในเอเชีย พร้อมกับมาตรการลดอัตราดอกเบี้ยเป็นแรงดึงดูดสำคัญให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นในภูมิภาค และนั่นเองที่อาจนำไปสู่ความเสี่ยงให้ภาคเศรษฐกิจของเอเชียมีความร้อนแรงมากจนเกินไป ถ้าหากทางรัฐบาลของแต่ละประเทศไม่มีนโยบายหรือมาตรการในการรับมือที่ดีเพียงพอ
เอเชียเคยเผชิญกับวิกฤตทางการเงินที่รุนแรงมาแล้วในช่วงปี 1990s เมื่อมีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศมากจนเกินไป เพื่อที่จะกระตุ้นเสถียรภาพค่าเงิน ซึ่งนั่นก็ส่งผลกระทบรุนแรง และทำให้เกิดการล่มสลายของบรรดาธนาคารและบริษัททั่วภูมิภาค
ก่อนหน้านี้ เอเชียยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งเป็นผลมาจากการล้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และในขณะนี้เอเชียมีอัตราการฟื้นคืนจากภาวะเศรษฐกิจนำหน้าภูมิภาคอื่นๆ ได้ดี
นอกจากนี้ ชิโนฮาระได้เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ในเอเชียเฝ้าจับตาและระมัดระวังความเสี่ยงและความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการเงินของยุโรป และเตรียมตัวที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม
“ด้วยเพราะอำนาจการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชีย นโยบายที่เกิดขึ้นในภูมิภาคจะส่งผลกระทบสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก” ชิโนฮาระย้ำถึงมาตรการและการออกนโยบายต่างๆ อย่างระมัดระวังของรัฐบาลในเอเชีย
ส่วนความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา เกลนน์ สตีเวนส์ ผู้ว่าการธนาคารกลางออสเตรเลีย (อาร์บีเอ) ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อวิกฤตหนี้ของยุโรป ที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการของตลาดยุโรปหดตัวลงอีกด้วย
“กรณีที่เกิดขึ้นกับยุโรปยังคงไม่สิ้นสุด และเรื่องดังกล่าวยังคงต้องการการจัดการอย่างระมัดระวัง ส่วนประเทศอื่นๆ ก็ต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อย่างใกล้ชิด” สตีเวนส์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สตีเวนส์ก็ยืนยันว่า ออสเตรเลียค่อนข้างที่จะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากความต้องการที่ลดลงจากทางฝั่งยุโรป
ตลาดยุโรปคิดเป็นสัดส่วนเพียง 5% ของปริมาณการส่งออกของออสเตรเลีย อีกทั้งปริมาณการส่งออกก็ลดลงมาตลอดใน 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากความไม่|แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของยุโรปในช่วงที่ผ่านมา
“สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีผลกระทบใดๆ เกิดขึ้นเลย แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทำให้เราอยู่ในตำแหน่ง|ที่ดีที่จะผ่านพ้นเรื่องดังกล่าวไปได้ แม้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะเลวร้ายเพียงใดก็ตาม” สตีเวนส์ กล่าว
นอกจากนี้ ผู้ว่าการธนาคารกลางของออสเตรเลียกล่าวเพิ่มเติมว่า การกระโจนพ้นออกจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรวดเร็วในเอเชีย ทำให้เกิดความต้องการวัตถุดิบที่สูงมาก ทำให้ออสเตรเลียซึ่งพึ่งพาการส่งออกมายังเอเชียมีความแข็งแกร่งมากขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งยังส่งผลให้มีตัวเลขหนี้สาธารณะที่ต่ำมาก และภาวะขาดดุลก็บรรเทาเบาบางไปมาก
ความคิดเห็นของสตีเวนส์เกิดขึ้นสวนกับกระแสความรู้สึกของชาวออสเตรเลีย เมื่อสถาบันเวสต์แพค-เมลเบิร์น ศูนย์วิจัยชั้นนำของออสเตรเลียเปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งดิ่งลง 5.7% ในช่วงเดือน มิ.ย. ต่อเนื่องจากจากร่วงลง 7% ในเดือน พ.ค. เนื่องจากความหวั่นวิตกในเรื่องของวิกฤตหนี้ยุโรปจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินออสเตรเลีย
“การดิ่งลงราว 12.3% ในช่วง 2 เดือน ถือเป็นการลดลงติดต่อกันครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2008” บิลล์ อีแวนส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเวสต์แพคกล่าว
นอกจากนี้ วิกฤตยุโรปยังส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุน และตลาดในญี่ปุ่นอีกด้วย โดยดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นยังปิดตลาดด้วยตัวเลขต่ำสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือน พ.ย. ปี 2552 ซึ่งร่วงลง 98.81 จุด อยู่ที่ 9,439.13 จุด
นักวิเคราะห์เชื่อว่า ดัชนีที่ดิ่งลงต่ำมากในครั้งนี้ เกิดจากความกังวลจากวิกฤตหนี้ในยุโรป โดยเฉพาะหลังจากที่ ฟิทช์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกออกมาเตือนว่า อังกฤษกำลังเผชิญกับปัญหาด้านการคลัง ซึ่งยากที่จะจัดการอีกด้วย ในขณะที่ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักอย่างญี่ปุ่นนั้นมียุโรปเป็นตลาดใหญ่







