
"ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์"ฟื้นชีพดันปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน
การประชุมประจำปีร่วมกันระหว่างธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
การประชุมประจำปีร่วมกันระหว่างธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในกรุงวอชิงตัน ที่เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกอาจไม่ฟื้นตัวได้เร็วเท่าที่คาดการณ์ไว้ หรือในอีกแง่หนึ่งก็คือ รายได้ของประชาชนยังอยู่ในระดับที่คงที่ และยังไม่มีตำแหน่งงานใหม่ๆ เกิดขึ้น
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้าง คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ซึ่งได้เสนอแนะว่า วิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจซบเซาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ก็คือรัฐบาลจะต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะส่งผลให้มีการสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น
ทางด้านเวิลด์แบงก์ได้เปิดตัวโครงการอำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐานโลก โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือระดมเงินทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนโครงการสำหรับประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำ ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าวเป็นการลงทุนเพื่อลดปัญหาการว่างงาน รวมถึงต่อสู้กับความยากจน
“โครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นวิธีการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นที่ดี ผ่านการจัดหางานให้ประชาชน และผ่านโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่” ลาการ์ด กล่าว
ผลการประชุมระหว่างสองสถาบันการเงินขนาดใหญ่ชี้ว่า มีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจซบเซา โดยปัจจัยแรกก็คือกลุ่มประเทศยูโรโซนที่มีแนวโน้มว่าจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในไม่ช้า มิหนำซ้ำความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นให้พ้นจากภาวะเงินฝืดก็ดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จ ถัดมาก็คือยักษ์ใหญ่แดนมังกรที่ทิศทางเศรษฐกิจก็ยังคงไม่สดใสเท่าที่ควร และสุดท้ายคือสหรัฐยังคงขาดปัจจัยในการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเดินไปข้างหน้า
ปริมาณความต้องการที่ชะลอตัวลงของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุ ไปจนถึงน้ำมันต่างทยอยปรับตัวลดลง เป็นเหตุให้ผู้นำทางการเงินของโลกให้ความสำคัญกับการเร่งปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเข้าแก้ไขปัญหาการเติบโตที่ยังไม่แข็งแกร่งและไม่เท่าเทียมกันของเศรษฐกิจโลก
ในขณะเดียวกัน เวิลด์แบงก์และไอเอ็มเอฟได้แถลงการณ์เตือนถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งในอิรักซีเรีย และในยูเครน รวมถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา ที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 4,000 คน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลก
ทางด้าน จิมยองคิม ประธานธนาคารโลก ได้เรียกร้องให้มีการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งหมายรวมถึง บันคีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อเร่งหามาตรการสนับสนุนการหยุดยั้งการระบาดของไวรัสอีโบลาใน 3 กลุ่มประเทศแอฟริกาตะวันตก โดยไอเอ็มเอฟได้ปล่อยเงินกู้กว่า 130 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไม่มีดอกเบี้ยให้กับประเทศกินี ไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน ส่วนเวิลด์แบงก์ได้เพิ่มวงเงินให้อีกถึง 400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนการต่อสู้กับไวรัสอีโบลา
“เราเรียกร้องความช่วยเหลือจากทุกประเทศที่จับตามองอยู่ ถ้าหากมีความต้องการมีส่วนร่วมช่วยหยุดยั้งการแพร่ระบาด ก็ให้ลงมือทำตอนนี้” คิม ระบุ
ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกสำหรับปี 2014 ลงเหลือ 3.3% จากเดิมที่ประมาณการไว้ที่ 3.4% อีกทั้งยังปรับลดคาดการณ์ในปี 2015 ลงอีกด้วย จากระดับ 4% ให้เหลือเพียง 3.8% ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจใน 18 ประเทศยูโรโซนจะเติบโต 0.8% ในปีนี้ จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.1% สำหรับญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ได้รับการปรับลดการคาดการณ์มากที่สุด ซึ่งไอเอ็มเอฟคาดว่าจะโตขึ้นเพียง 0.9% เท่านั้น จากเดิมที่ 1.6%







